ปัญหาคนไทยยุคดิจิตอล

 

         

ปัญหาคนไทย ยุคดิจิตอล เกษม จันทร์น้อย คนไทยมาจากไหน? คำถามที่กวนใจสมัยนี้มาก เพราะว่าประวัติศาสตร์ที่ร่ำเรียนกันมามีหลากมุมมองของนักค้นคว้า ที่ค้นพบหลักทางวิทยาศาสตร์มากขึ้น ทำให้ข้อสันนิษฐานต่างๆ ในอดีตเกิดความสับสน หากเราย้อนไปเพียงสมัยพ่อขุนรามคำแหงที่อ่านจากศิลาจารึก ก็ยังเป็นที่ถกเถียงในกลุ่มโบราณคดีว่า ทำขึ้นสมัยนั้นจริงหรือ? การเปรียบเทียบทางหลักฐานเชิงวิทยาศาสตร์ ที่หาได้จากภายในและภายนอกประเทศยิ่งทำให้สับสนยิ่งขึ้นเพราะขึ้นกับว่าใครบันทึก ใครมีหลักฐานที่ชัดเจนมากกว่ากัน เพราะว่าเมืองไทยของเราไม่ได้มีบันทึกชัดเจนสืบเนื่องมาจากภาครัฐ ถูกทำลายด้วยการเผาเมืองเมื่อครั้งกรุงศรีอยุธยาเสียท่าพม่าเมื่อ 200 กว่าปีมาแล้ว เท่าที่หาได้คือบันทึกของภาคเอกชน ที่มีการวิเคราะห์ในบันทึกนั้นเชิงวิทยาศาสตร์มากขึ้น ถึงอย่างไรเราก็อนุมานเอาว่า เราเป็นคนไทยอยู่ในสุวรรณภูมินี้มาช้านานอาจจะหลายพันปีแล้ว เพราะดินเผาบ้านเชียงบอกทางวิทยาศาสตร์ได้ว่า นับพันปี ถาวรวัตถุที่ปรากฏทางศิลปวัฒนธรรมสะท้อนให้เห็นความเป็นอยู่ที่จารึกบอกได้เช่นกัน ที่นำเรื่องพื้นฐานรากเหง้าขึ้นมาถามกวนใจ ก็เพราะฝรั่งชอบวิเคราะห์พฤติกรรมคนไทย ดูถูกว่า คนไทยว่าด้อยกว่าเขา คนไทยยุครัตนโกสินทร์ไปเรียนที่เมืองฝรั่งเขาก็บอกว่า คนไทยยังป่าเถื่อน (ดูจากเรื่องแอนนากับพระเจ้ากรุงสยาม) เพราะจำนนด้วยหลักฐานที่ว่า คนไทยอยู่ในเอเชียที่ยังล้าหลังด้านเทคโนโลยี เพราะทำการเกษตรเป็นพื้นฐาน ยังไม่มีมหาวิทยาลัย โรงเรียนก็ยังไม่มี ในขณะที่ของเขามีไปก่อนหน้านับร้อยปีแล้ว คนไทยสมัยนั้นยังไม่สวมเสื้อ มีแต่นุ่งผ้าจากเอวลงไปทั้งหญิงและชาย สะท้อนให้เห็นการดำรงชีวิตที่กลืนไปกับธรรมชาติ ชนิดที่ฝรั่งก็เคยมีอดีตเช่นเดียวกัน ต่างแต่เขาพัฒนาไปก่อนหน้าเราเท่านั้น ทำไมเราต้องมากังวลกับอดีตคนไทย? คำตอบคือ ชาติบ้านเมืองมีประวัติศาสตร์ ทำให้เราเรียนรู้อดีต เพื่อนำมาประยุกต์ใช้กับปัจจุบัน ให้อนาคตเดินไปด้วยดี เรียกว่าใช้ประสบการณ์ให้เป็นประโยชน์ เปรียบเทียบ วิเคราะห์สถานการณ์ให้เหมาะสมในการคิดแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้น คือรู้เขารู้เราตามตำราซุ่นวู่ปราชญ์คนจีนที่ชาญฉลาดรบสิบครั้งชนะสิบครั้ง เพราะรู้ว่าข้าศึกกับเรา แตกต่างหรือเหมือนกันตรงไหน จุดอ่อนจุดแข็งอยู่ตรงไหน จำได้ไหมเวลาเราจะไปติดต่อสื่อสารกับใคร หากเราไม่รู้พื้นฐานของเขาเลย จะเตรียมตัวเผชิญได้ยุ่งยากมาก จึงมีการหาข้อมูลและสามารถสื่อสารได้ง่ายขึ้น ด้วยเหตุนี้ เรากำลังมาถึงปัญหาหญ้าปากคอก เรื่องวิกฤติการณ์สังคมไทยที่มีศึกทั้งภายในภายนอกที่คิดว่าแก้ไขได้ หากตรึกตรองมองรอบด้าน ใช้ทั้งความรู้สึกและหลักการทางวิชาการที่มีทฤษฎี ซึ่งนำมาจากหลักปฏิบัติสืบทอดกันมายาวนานเหมือนแก่นที่ต้องมี ต่างแต่เพียงกระพี้เปลือกหุ้มที่เปลี่ยนไปตามกาลเวลา คำถามตอนนี้คือเข้าข่ายข้าวยากหมากแพง สำแดงว่า เศรษฐกิจเป็นปัจจัยผลักดันให้เกิดความระทมทุกข์ หาสาเหตุดูว่ามาจากอันใด หากเป็นกลุ่มนักวิชาการก็จะสัมมนากันยกใหญ่ ต่างประสบการณ์ที่จะสรรหามาต้นเหตุ และคิดการแก้ไขด้วยกลวิธีหลากหลาย สำคัญที่ว่าใครจะนำไปใช้ตามข้อเสนอแนะ หากเป็นทหารก็จะดูว่าความสงบ ความมั่นคงในประเทศมีปัญหาจะเกิดสงครามแย่งชิงภายใน การยึดอำนาจเพื่อแก้ไขปัญหาของผู้มีอำนาจรัฐในการเปลี่ยนกลไกรัฐบาล ลักษณะนี้เป็นข้ออ้างการปฏิวัติรัฐประหารเสมอมา เพราะอ้างเรื่องผลประโยชน์ของประชาชนเป็นที่ตั้งนั้นง่ายที่สุด หากมุมมองของพลเรือนย่อมตำหนิรัฐบาลที่ไม่ดูแลควบคุมให้ดี แน่นอนต่างมุมมองที่มีพื้นฐานแตกต่างตามทัศนคติ ผู้คนที่แตกต่างเรื่องสังคม วัฒนธรรมเป็นที่ตั้ง ซึ่งเราเรียกรวมๆ ว่าผลประโยชน์แตกต่างกัน ยอมรับเถิดว่า ปัญหาข้าวยากหมากแพงเกิดขึ้นทุกสมัยมา ในยุคสงครามโลกก็มาจากแย่งทรัพยากรกัน ทั้งอาหาร ของใช้ ต้องก่อสงครามด้วยการบังคับ สงครามคือการแย่งชิงผลประโยชน์ กอบโกยจากคนที่มีมากกว่าไปเจือจานคนที่จนกว่า หากทำด้วยไมตรีไม่ได้ก็ต้องใช้กำลัง การเข้ายึดครอง การปล้น สิ่งเหล่านี้สะท้อนให้เห็นพฤติกรรมจากจุดเล็กๆ ระดับครอบครัวหมู่บ้านใหญ่ จนถึงระดับประเทศมหาอำนาจ ปรัชญาของความดำรงอยู่ของคนไทยนั้นเรียบง่าย ชื่อก็บอกว่าไทยคืออิสรเสรี ประวัติศาสตร์ที่มีหลักฐานยันกันหรือเปรียบเทียบเชิงวิเคราะห์ชี้ชัดคือตอนสงครามโลกครั้งที่ 1 และ 2 เรารักษาเสถียรภาพความมั่นคงอยู่ฝ่ายสัมพันธมิตรมากกว่าอักษะ ประเมินสถานการณ์ว่าใครจะชนะเข้าข้างนั้น ทั้งๆที่ศัตรูนั้นใกล้ชิดเรามาก ช่วยเหลือเกื้อกูลเราอย่างดี แต่ต้องเลือกทำศึก เราต้องหวังเข้าข้างคนชนะ มองเยอรมันกับญี่ปุ่นเพื่อนของเราในสงครามโลกทั้งสองหน เห็นชัดว่า คนไทยสามารถใช้วิเทโศบายได้เก่ง ประเทศไทยถูกทั้งอังกฤษและฝรั่งเศสที่เหมือนสุนัขจิ้งจอกจะกินไก่อย่างประเทศไทย เราก็ไปหารุสเซียราชสีห์มาคำราม ทำให้สุนัขจิ้งจอกไม่กล้ากินไก่ เราสามารถรักษาแผ่นดินได้อยู่รอด เสียส่วนน้อยไปเท่านั้น ทั้งๆที่การรุกรานล่าอาณานิคมเพื่อชิงผลประโยชน์ไปบำรุงคนของเขานั้น เพื่อนบ้านของเราแข็งขืนก็ตกเป็นเมืองขึ้นรอบด้าน ความภาคภูมิใจนี้คือคนไทย เราทำสงครามโลกครั้งที่ 2 กับญี่ปุ่นและเยอรมัน เราต่อต้านญี่ปุ่นในขณะที่รัฐบาลวางตัวว่าเป็นเพื่อนกับญี่ปุ่นที่ขอไทยเป็นทางผ่านไปพม่าเพื่อรุกอินเดียต่อ สมัยนั้นต้องยอมรับว่า จีน เกาหลี สู้กับญี่ปุ่นมาก็แพ้ตลอด ไทยจึงทำท่าขัดขืนเล็กน้อย ทำให้เกิดนวนิยายจารึกประวัติศาสตร์เรื่อง คู่กรรมที่ย้ำความรู้สึกเรื่องเสรีไทยที่เราทำงานรัฐศาสตร์ 2 ระบบในเวลาเดียวกัน นี่คือยุคข้าวยากหมากแพงยามสงครามที่กระบวนการแก้ไขปัญหาต่างระดับมีนัยแตกต่างกัน ภัยสงครามกับภัยเศรษฐกิจไม่ได้แตกต่างกัน มีปราชญ์บางคนเน้นว่าสงครามที่ใช้อาวุธประหัตถ์ประหารนั้นเป็นกรรมวิธีโบราณ สมัยใหม่ใช้สงครามเศรษฐกิจครอบงำเชื่อโดยดุษฎีว่า ญี่ปุ่นหลังสงครามโลกรุกรานการทำมาค้าขายโลก จนระยะหนึ่งเราต่อต้านสินค้าญี่ปุ่นเพราะเสียดุลการค้า ญี่ปุ่นเฉลียวฉลาดเปลี่ยนวิธีการเข้าหาในรูปแบบใหม่ ไม่ตักตวง แต่ซึมลึก รู้เต็มอกว่าสหรัฐอเมริกาอยู่เบื้องหลัง เพราะทุกวันนี้สหรัฐอเมริกาบังคับญี่ปุ่นด้วยกฎหมายปกครองสูงสุดคือ รัฐธรรมนูญของญี่ปุ่นจะมีทหารเกินจำเป็นไม่ได้ เพราะสหรัฐอเมริการบชนะด้วยปรมาณู ย่านเอเชียพี่เบิ้มสหรัฐอเมริกาจึงใช้ญี่ปุ่นเป็นฐานในการมีอำนาจเหนือ จีนเป็นประเทศที่มีแนวคิดครอบครองเอเชียตามประสาคนผิวเหลือง จึงได้คุมแค้นตั้งแต่ยุคอังกฤษตีกรุงปักกิ่งกระเจิง จักรพรรดิ์จีนถูกอังกฤษครอบครอง ก็มาจากการทำมาค้าขายและการล่าอาณานิคมเช่นกัน แตกต่างแต่เพียงครอบนั้นระยะสั้นหรือยาวเท่านั้น จีนจึงเจ็บแค้นฝรั่งเป็นนัยมาจนทุกวันนี้ เหมือนที่ไทยเจ็บแค้นพม่าเผากรุงศรีอยุธยา แถมมีซากปรักหักพังเตือนความจำไว้ให้ดูอีกด้วย ประเด็นเรื่องข้าวยากหมากแพงกับมหาอำนาจสหรัฐอเมริกากับจีน หากวิเคราะห์แล้วจะเห็นเส้นโยงใยระหว่างญี่ปุ่นกับไต้หวัน เห็นประเทศตะวันออกกลางที่มีทรัพยากรน้ำมันมากมายดูดจวนจะหมด ทำให้เกิดผลกระทบเรื่องพลังงานและส่งผลไปถึงภาคเกษตร อุตสาหกรรมในบ้านเราอย่างที่เห็น องค์ประกอบเหล่านี้คือ ผลมาจากความไม่รู้เท่าทันของคนในโลก รวมถึงคนไทยด้วย เพราะเขามองว่าเรายังล้าหลัง กำลังพัฒนาย่อมตามเกมไม่ทัน ข้าวยากหมากแพงปัจจัยกระทบด้านสงครามนั้นเห็นเป็นรูปแบบ ไม่แตกต่างมากนักกับสงครามธรรมชาติ ฝนตกหนักทำให้น้ำท่วม ภูเขา ป่าไม้ ต้นน้ำลำธารเก็บไม่อยู่ล้นลงมาท่วมที่ต่ำตามธรรมชาติ เราเก็บกักไว้เหมือนตักน้ำใส่ตุ่มดีกว่าปล่อยทิ้งลงทะเล เราได้อย่าง เสียอย่าง เราเก็บกัดน้ำเพื่อผลทางการเกษตร เราปลูกข้าวได้มากกว่าปีละหนที่อาศัยน้ำฝน เรามีเขื่อน มีฝาย มีอ่าง เก็บน้ำใช้พลังน้ำทำไฟฟ้าได้ด้วย ใช้ชลประทานได้อีก และใช้ป้อนโรงงานในนิคมอุตสาหกรรม หากน้ำใช้ไม่พอเพราะธรรมชาติผันแปร การแย่งชิงน้ำระหว่างภาคเกษตรกับภาคอุตสาหกรรม ย่อมเกิดขึ้น ดังที่เห็นอยู่ในปีนี้ ดังนั้น รัฐบาลต้องบริหารเรื่องน้ำให้สันติ จะ เอาเขื่อนหรือเอาป่า จะเอาเกษตรหรือเอาอุตสาหกรรม เหมือนที่เราจะเข้าข้างพันธมิตรหรืออักษะ เราคงเลือกเรื่องข้าวยากหมากแพงกรณีสงครามโลกไม่ได้ เพราะสถานการณ์ข้าวยากหมากแพงในสถานการณ์ภัยธรรมชาติรุนแรง จากการเสียดุลของธรรมชาตินี้เป็นปัจจัยกดดันอีกระดับหนึ่ง ที่ต้องบูรณะหลังภัยสงบลง นั่นหมายถึง ข้าวยากหมากแพงรุนแรงขึ้นไปอีกระดับ หลังจากผจญเรื่องน้ำมันจนสาหัสสากรรจ์มาแล้ว ทิศทางการแก้ปัญหาปัจจุบัน คงไม่อาจชี้ลงไปได้ว่า จะจัดการอันดับใดก่อนหน้าหลัง เพราะมีคนร่วมคิดร่วมทำหลายหลากประสบการณ์ ถึงบอกว่าคนไทยคือใคร ใครรักประเทศไทย คนไทยจริงๆ มีหรือไม่ คนที่อยู่ขณะนี้คือใคร ป่วยการจะมาถามประเด็นนี้ จะมาจากเผ่าพันธุ์ไหนก็ตาม เราคือคนไทยที่จะต้องช่วยกันแก้ปัญหาวิกฤติให้ได้ ปัญหาที่จัดลำดับและระดับความยุ่งยากที่เผชิญคือ เศรษฐกิจสังคม การทำมาหากินของคนไทย ไม่ว่าภาคเกษตรหรืออุตสาหกรรมและบริการ ตราบใดที่ยุ่งยากก็จะมีปัญหากดดันตามมาในเรื่องอื่นๆ หากนำครอบครัวมาเป็นตัววัดจะสะท้อนให้เห็นชีวิตประจำวันที่ยุ่งยาก มากขึ้น ปัจจัย 4 ที่ต้องทะนุบำรุงให้พอเพียง การมีงานทำ การบริโภคทางจิตใจอย่างข่าวสารต่างๆ ค่านิยมในสังคมที่เปลี่ยน ที่เป็นปัญหาใหญ่แก้ไม่ตกคือ คุณธรรม จริยธรรมเสื่อมลง เพราะปากกัดตีนถีบนั่นเอง ต้องแย่งกันใช้ แย่งกันกิน ความโลภที่เอารัดเอาเปรียบ จะไปงอมืองอเท้าใจดีมีเมตตาแก่คนอื่นย่อมมีน้อย ลง การเผื่อแผ่ลดลงมาก เรียกร้องให้คนที่กอบโกยเจือจานคืนแก่คนจนบ้าง ถมช่องว่างให้ลดลง ปัญหาจากครอบครัว คนในบ้านที่รับผลกระทบจากสังคมที่เปลี่ยนไปรวดเร็วคือ ความสัมพันธ์สายใยครอบครัวที่แย่ลง เกิดปัญหาเรื่องยาเสพย์ติดที่แก้ทางจิตของคนบางกลุ่ม เสพแล้วติด ติดแล้วก่อปัญหาสังคมตาม มา การชดเชยอารมณ์ด้วยวัตถุนิยม ที่ไม่อาจทดแทนอารมณ์ความผูกพัน ในครอบครัวได้เลย หนักขึ้นไปคือ การกดดันทางสุขภาพจิต ไปกดดันในหน้าที่การงาน เกิดปัญหาคอร์รัปชั่นทั้งเงินทองข้าวของและจิตใจที่เรียกว่า โรคจิต ปัญหาเหล่านี้วนเวียนเป็นวัฏจักรที่จะต้องแก้ไขเป็นเปราะๆ เพื่อป้องกันปัญหาอาชญากรรมที่จ่ออยู่หน้าบ้าน เปิดวิทยุ ทีวี อ่านข่าวนสพ.แต่ละวันสะท้อนภาพเหตุการณ์ที่ล้วนเป็นปัญหาสังคมที่ยุ่งเหยิง ไม่สามารถแก้ไขได้ทันทีทันใด เพราะปัญหานี้มาจากระดับนโยบายสาธารณะไปจนถึงส่วนตัวของบุคคล บุคลิกภาพที่เห็นแก่ตัวมากขึ้น พวกใครพวกมัน เก็บความชั่วร้ายปกปิดไว้เฉพาะกลุ่มตน ใส่ร้ายป้ายสีคนอื่น คุณธรรมเสื่อมเพราะอยากได้ทางวัตถุนิยมนั่นเอง การตอบโต้เพื่อเอาคืน ไม่ให้อภัยเพราะความติดยึดในอารมณ์ สิ่งเหล่านี้ยากมากที่จะแก้ไขได้ในเวลาที่จำกัด เยียวยาแก้ยาก เพราะคนที่จะรักษาดุลยธรรมก็เป็นไม้หลักปักเลนที่แปรปรวน ยิ่งกดดันทำให้สังคมนี้ป่วนมากขึ้น นี่คือความเครียดที่ทำให้คนซึมเศร้าและก้าวร้าวทำให้สังคมปั่นป่วนมากขึ้น ภาพเหล่านี้คือ สภาพที่เกิดจากการจัดการที่ยากจะทำให้ทุกคนเป็นสุขได้ทันทีทันใด เพราะเป็นดินพอกหางหมูมายาวนาน ต้องรักษาเป็นวงจรที่ทุกคนต้องพร้อมใจกันทำหน้าที่ของตนให้เหมาะสม หยุดจิตที่ฟุ้งซ่านโลภมากให้อยู่ในสภาพนิ่งกับบริโภคนิยมก่อน หากยังโลภด้วยการป้อนยาพิษให้สังคมต่อไป เชื่อว่า ไม่ช้าไม่นานสภาพสังคมจะล่มเพราะสุขภาพจิตเสื่อม และถึงจุดนั้นไม่ต่างกับน้ำเดือดที่พลุ่งพล่านจนระเบิดเหมือนคนบ้า ที่กว่าจะแก้ได้ก็ต้องใช้เวลาให้เย็นลงได้ ดังนั้นครอบครัวพื้นฐานของอารมณ์คนต้องสมบูรณ์ก่อน ขยายขึ้นเป็นประเทศที่เราจะมองเห็นชัดขึ้นว่า เรากำลังตกอยู่ในจังหวะมรสุมชีวิตที่ต้องมีสติสัมปชัญญะวินิจฉัยไตร่ตรองให้มากขึ้น เพราะกำลังป่วยทางสังคม เมื่อรู้ว่าสังคมกำลังป่วย หาสาเหตุแล้วค่อยๆ คิดแก้ไข แยกแยะปัญหา ให้เด่นชัด จะแก้ได้เด็ดขาด ย่อมขึ้น กับวิธีการรักษาที่มีกลวิธีมากมาย อย่าปล่อยให้สังคมป่วยมากกว่านี้ ก่อนที่คนจะบ้าจนรั้งไว้ไม่อยู่คือ สงครามความคิดและสงครามแย่งกันกินกันใช้ ทั้งใน รูปธรรมและนามธรรมที่น่าวิตกจริต ในยุคนี้

 

ส่งเมล์ถึง editor@sentangonline.com พร้อมด้วยข้อสงสัยหรือข้อคิดเห็นเกี่ยวกับเว็บไซท์นี้

Copyright The Economic Outlook Newspaper Co.,Ltd Thailand.. Since 2003