กองทัพของใครกันแน่

 

         กองทัพของใครกันแน่ บพิตรพิมุข ซึ่งก่อน พ.ศ. 1927 ประมาณไม่เกิน 10 ปี จอห์นวิคคลิฟ นักปฏิรูปศาสนาคริสต์ ; ผู้แปลคัมภีร์ไบเบิลและเขียน (คิด) บทนำของหนังสือที่เป็นคัมภีร์นี้ไว้ว่า คัมภีร์ไบเบิลนี้สำหรับรัฐบาลของราษฎร, โดยราษฎรและเพื่อราษฎรŽ อันเป็นต้นแบบของนักบวชปาร์คเกอร์ที่ว่าไว้ใน Doctrine ของเขาว่า ประชาธิปไตยคือการปกครองตนเองโดยตรง, แก่ประชาชนทั้งหมด, โดยประชาชนทั้งหมด และเพื่อประชาชนทั้งหมดŽ ซึ่งก่อนพระเยซูเกิด 400 ปี ท่านคลีออน นักเทศน์ได้กล่าวแก่ชาวเอเธนส์ของสหรัฐกรีซ (กรีก) เพื่อสดุดีประมุขผู้หนึ่งว่า อยู่ในฐานะของประชาชน, โดยประชาชนและเพื่อประชาชนŽ นั่นคือ เมื่อก่อน มี พ.ศ. ประมาณ 72 ปี ท่านโซโลนแห่งเอเธนส์ได้คิด Doctrine นี้ขึ้นในนาม Demokratis ที่สมาพันธ์สวิสได้นำไปใช้ต่อๆ กันมาจนถึงปัจจุบัน โดยเปลี่ยนแปลงบางประการ เช่น จากให้ผู้ชายมีสิทธิเพียงพวกเดียว มาให้ผู้หญิงมีสิทธิแบบอังกฤษเปลี่ยนเมื่อ พ.ศ. 2471 คือ รัฐแรกเริ่มเมื่อ พ.ศ. 2514 รัฐสุดท้ายเมื่อ 2532 เอาความว่า การคิดตามศักยภาพวิสัย (physical) ของ physique ของผู้ไม่มีแนวศาสนา - ลัทธิ (Doctrine) ด้วยการยึด physical ตาม Doctrine เลย (ไม่ต้องถึงขั้นวรธรรม) ย่อมคิดเข้าข้างตัว (physique) โดยอ้าง ประชาธิปไตยอันเป็นความคิดผิดๆ ตามธรรมชาติวิสัยดิบที่ชีวิตส่วนมากสุดต้องเป็นเช่นนี้ ในขณะที่มีคนเพียงน้อยนิดซึ่งยึดคำสอนของศาสดา ไม่ว่าพระสมณโคดม, พระเยซู และพระโมฮัมหมัด ย่อมทำให้เกิดความรู้คิดที่ต้องการแก้ปัญหาชีวิตสังคมเพื่อให้เป็นสังคมธรรมอันเป็นสันติภาพเพื่อสันติสุข จึงคิด Doctrine เป็นลัทธิเพื่อสร้างจิตรู้คิด (จิตสังขาร) ให้เป็นธรรม คือ เป็นกลาง - พอดีที่เป็นจุด balance of power ของชีวิตความเป็นอยู่ เช่น ไม่ยึดติด (คิด) เพียงเห็นวัตถุปัจจัยเพื่อชีวิตความเป็นอยู่ (contentment with the material side of existence) ด้านเดียวอย่างทำให้เสียความพอดี (พระธรรม) แลถ้าเป็นเช่นนี้ก็ควรที่จะสนใจพฤติกรรมของสังคมชาติสวิสเป็นกรณีพิเศษ เพราะที่นั่นมีหลักชีวิตสังคมเป็นพิเศษ เช่น โลกขนานนามว่า เป็นชาติที่เป็นประชาธิปไตยสูงสุด ; เป็นชาติที่เป็นกลาง ; เป็นชาติที่มีการต่อสู้เพื่อปฏิรูปคริสต์โรมันคาทอลิคมาเป็นโปรเตสเตนท์สาขาเฟรสโบทิเรียน จนนักบวชผู้นำท่านหนึ่งวายชนม์ในสนามรบ แต่ท้ายสุดก็ได้นิกายดังว่านี้มาตามเจตนา ในขณะที่ในแต่ละกังตองหรือชาติ (รัฐ) ยังมีนิกายอื่นอยู่บ้าง จึงต้องใช้ ลัทธิประชาธิปไตยครอบทั้งสมาพันธ์อีกชั้นว่า ให้ทุกวัด - สำนักศาสนาต้องปฏิบัติชีวิตความเป็นอยู่ตามลัทธิประชาธิปไตยด้วย เพื่อความเป็นอยู่พอดีพอเพียงเลี้ยงตัว (ชาติ) เองได้ โดยสร้างรูปธรรมของสังคมสันติสุข คือ ความปลอดภัย ด้วยการออกกฎหมายสูงสุดให้ผู้ชายชาวสวิสทุกคนที่มีอายุ 20 ปีบริบูรณ์ ต้องเข้ารับการฝึกทหาร โดยปีแรก 16 สัปดาห์ ปีต่อๆ มาปีละ 3 สัปดาห์ รวม 24 สัปดาห์ เมื่อสำเร็จแล้วแจกหีบอาวุธเฉพาะตัวให้ไป ; ห้ามนำออกมาใช้ ถ้าไม่มีคำสั่งจากผู้บังคับบัญชา ; พร้อมที่จะเข้ารับการฝึกซ้อม, ระดมพลได้ตลอดเวลา จนครบ 36 ปี จึงถูกปลดเป็นกองหนุน และเกี่ยวกับการทหารนี้สมาพันธ์สวิสอนุมัติงบมากที่สุดคือ 1 ใน 3 ของงบทั้งหมดตลอดมา คนสวิสจึงเป็นคนมีจิตใต้สำนึกหรือขันธสันดานจิต - emagine ต่อคำว่า รักชาติŽ ทุกคน เพราะต้องใช้พฤติกรรม (มโนกรรม, วจีกรรม, กายกรรม) ในการฝึกความรักชาติด้วยการปฏิบัติ คือ ฝึกทหารเป็นเวลายาวนานเกินดาวมฤตยูอยู่ใน 1 ราศี (ราศีละ 7 ปี) นี่คือการสร้างจิตรู้คิดด้วยการเรียนและปฏิบัติมนุษยธรรม ที่เท่าทันโลกียวิสัย (worldly) มิใช่อย่างไทยเป็นทหารเกณฑ์แค่ 2 ปี แม้ใช้เวลา 96 สัปดาห์ แต่การสร้างจิตรู้คิด (จิตสังขาร) เรื่องความรักชาติ, รักส่วนรวมนี้ ต้องค่อยๆ สร้างความคิดเป็นนิสัย - จิตสำนึก จนเป็นจิตใต้สำนึกหรือสันดาน มันจึงจะได้ผลออกมาเป็นสัญชาตญาณอย่างนักการพนันพูดกันไม่กี่คำก็ท้าพนันขันต่อ ดุจเดียวกับนักธุรกิจย่อมคิดพูดตาม imagination (ขันธสันดานจิต) ที่อาชีพธุรกิจก็ต้องสร้างนิสัยจนถึงจิตรู้คิด หรือขันธสันดานจิต (imagination) จนเผลอออกมาตาม สัญชาตญาณŽ นั้น เอาเป็นว่า อาชีพธุรกิจเป็นสัญชาตญาณแห่งสงคราม ดังจะพบว่า ถ้าผลประโยชน์ชาติขัดกันต้องใช้สงคราม (กองทัพ) ตัดสิน เพราะฉะนั้น ถ้านักธุรกิจมาเป็นนักการเมือง ย่อมสร้างพฤติกรรมของสังคมให้เกิดความคิด - นิสัย - สันดาน เห็นแก่ตัว, เห็นแก่ผลประโยชน์ตน และพรรคตน เห็นเงินเป็นพระเจ้า เท่ากับสร้างแต่อกุศลกรรมให้เป็นอกุศลจิตตลอดเวลา แล้วชาติจะสันติสุข ปลอดภัยจริงได้อย่างไร ยิ่งนักธุรกิจการเมืองที่ astute คือ ฉลาดมีเล่ห์เหลี่ยม แต่ไม่ถึง Foxy ที่สร้างนิสัยเห็นแก่เงินจนเห็นแก่ตัว โดยเจตสิกที่กุมเจตนาในขันธสันดานจิตนั้นแล จนเจ้าเจตนาหรือเจ้าตัวเองก็มิอาจรู้สึกตัวได้ ดังที่เห็นว่า ทำผิดเจตนาโดยไม่ตั้งใจ (เจตนา) เหล่านี้จึงเป็นปมปัญหาแห่งสังคมที่นักธุรกิจการเมืองเป็นผู้จัดการที่แม้จะเห็นตามความรู้สึกว่า ถ้าครอบครัวหรือชาติใดมีเศรษฐกิจหรือการเงินดีย่อมมั่นคง - ปลอดภัยเท่ากับเอาเงินมา secure เพื่อ security (ความมั่นคง, ปลอดภัย) อย่างนี้ผู้มีวิชชาชีวิตประเสริฐสมบูรณ์ (วรธรรม - อำมฤตธรรม) พอ ; ก็ต้องเห็นสว่างตลอดทั่วนอก-ใน ว่าไม่เป็นความจริง เพราะธุรกิจการค้าต้องมีการแข่งขันอันเป็นวิสัยแห่งสงคราม ฉะนั้น หากนักธุรกิจการเมืองใช้ astute จัดการอย่าง foxy เพื่อป้องกันการรัฐประหารจึงดึงเอาแม่ทัพ - นายกอง อันเป็นพวกพ้องตนมาคุมกองทัพ ตามการอ้างระบอบประชาธิปไตย ทั้งๆ ที่กองทัพของราชอาณาจักร คือ เครื่องมือของพระเจ้าแผ่นดิน แลการกระทำเช่นนี้ อคอล์ฟธีแอร์ นายกฯ ฝรั่งเศส เคยทำมาแล้ว ครั้งใช้รัฐธรรมนูญเสรีแบบที่ไทยกำลังใช้กันอยู่นี้ แต่ก็พังจนได้ เพราะราชอาณาจักร คือ อาณาจักรที่ปกครองโดยพระเจ้าแผ่นดิน มิใช่จักรพรรดิ และ สังคมราชอาณาจักรเป็นสังคมแบบบ้านมีพ่อ ซึ่งต้องต่างกับสังคมสาธารณรัฐที่ประชาชนปกครองกันเอง ซึ่งแน่นอนว่า King เป็น Ruler of Kingdom ให้ Duke (ข้าราชการชั้นสูง) เป็น Ruler of Dukedom (มณฑลจังหวัด) โดยหมายการปกครอง (Rule) ว่า คือ การปกป้องคุ้มครองดูแลรักษาประเทศชาติ (Country) ที่มี Land, Nation, Cline, Rural และ Rustics เป็นองค์ประกอบ นี่คือ King เป็นผู้ให้ความปลอดภัยดุจพ่อต่อครอบครัว พ่อจึงต้องมีอาวุธปืน, ดาบ ต่างกับอาวุธของแม่ที่เป็นแม่บ้าน คือ กะทะ ตะหลิว หรือ เตารีด อันเรื่องนี้เป็น หน้าที่Ž ตาม กฎธรรมชาติ, เป็นธรรมชาติวิสัย ส่วน สิทธิอำนาจŽ นั้นกฎหมายเป็นผู้ให้ ดังนั้น การปกครอง (Rule) กับการเมืองที่เป็น Governed และ Execution นั้น เป็นสิ่งที่ทุกสังคมครอบครัว (บ้าน) และชาติ (เมือง) ต้องจัดให้มี จึงกำหนดลัทธิและวิธีการ (ระบอบ) ขึ้นมา เป็นลัทธิประชาธิปไตยและระบอบประชาธิปไตย ที่เดิมทีสมัยสมบูรณาญาสิทธิราชย์ (Absolute kingarchy) ส่วนใหญ่ที่สุดนั้นเป็นของ king ทำให้ king แบบ gimme หรือ giveme ที่ต่อมาพัฒนาตามความมีพลเมืองมากขึ้น เป็นหลักการแบบแผนวิธีที่เรียกว่า Regimen ในโรมัน เป็นประเดิมและเมื่ออังกฤษเปลี่ยนแปลงการปกครองแบบสมบูรณาญาสิทธิราชย์มาเป็นการปกครองแบบราชาธิปไตยที่เรียกว่า Limited Kingarchy เมื่อ 15 มิถุนายน พ.ศ. 1758 โดยมี พระบรมราชสัญญาŽ ระหว่าง King กับ People คือ Magna Carta นั้น ปรากฏชัดในหนังแกะว่า บุคคลจะถูกจับกุม, คุมขัง, เนรเทศ, ริบที่ดิน, ถูกทำร้ายมิได้ นอกจากได้มีการพิจารณาโดยคณะบุคคลอื่นที่ เสมอภาคกับตนและโดยกฎหมายของแผ่นดินŽ อันจะเห็นได้ว่าเป็นเรื่องของ เสรีภาพŽ ทั้งสิ้น จึงชี้ให้เห็นได้ว่า เรื่องของการเมือง ระบอบประชาธิปไตยนี้เป็นเรื่องของ สิทธิพิเศษŽ (Kratis หรือ Cracy) ที่นิยมเรียกกันว่า อำนาจŽ ขณะที่ความเป็นจริงคือ สิทธิอำนาจŽ แต่เมื่อหลงผิดตามที่นายพลฟอนด์มอนเกอะของปรัสเซียเรียกนายทหารมาประชุมระหว่างการสู้รบกับฝรั่งเศสครั้งสำคัญ โดยกำชับว่า ท่านทั้งหลายโปรดจำให้ขึ้นใจว่า คำสั่งใดที่สามารถทำให้เกิดการเข้าใจผิดได้ จะถูกนำไปปฏิบัติอย่างผิดๆŽ คำพูด-คำสั่ง กฎหมาย จึงเป็นเหตุสำคัญที่ต้องนิยามให้ได้ความหมายเดียวแบบ ทองคำ ย่อมต่างกับยุคทอง, ขุดทอง ดังคำว่า การปกครองŽ ที่ไทยใช้ๆ กันตามรัฐธรรมนูญที่ว่า ประเทศไทยมีการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุขŽ ทั้งๆ ที่มาตรา 1 บัญญัติว่า ประเทศไทยเป็นราชอาณาจักรอันหนึ่งอันเดียวกันจะแบ่งแยกมิได้Ž อยู่แล้ว ให้หมายความตามประโยคหลักว่า ไทยเป็นราชอาณาจักร ดังนั้นมาตราที่ 2 ถ้าไม่หวังให้เกิดการเข้าใจผิดได้ก็ควรต้องเขียนว่า ราชอาณาจักรไทยใช้การเมืองระบอบประชาธิปไตยŽ ก็สิ้นเรื่อง แต่ในราชอาณาจักรไทยแทบทุกคนเข้าใจว่า ไทยเปลี่ยนการปกครองจากสมบูรณาญาสิทธิราชย์มาเป็นระบอบประชาธิปไตย เท่ากับเปลี่ยนการปกครอง (Rule) ของ King มาเป็น การเมืองของประชาชน อย่างนี้คนไทยรุ่นต่อๆ ไป ยิ่งเข้าใจผิดไปเรื่อยๆ ตามวัฒนธรรมทางการเมืองของสากลคือของสาธารณรัฐ จนราชอาณาจักรกลายเป็นสาธารณรัฐ เมื่อได้เงื่อนไขตามความคิดของชาวพุทธตามการเกิดคือเข้าใจว่า สรรพสิ่งต้องอนิจจัง คือ เกิดขึ้น ตั้งอยู่ แล้วดับไป อย่างไม่รู้ว่านี่เป็นสัจธรรมชั่วคราวแบบ Relativity ที่เป็นสภาวธรรมอันต้องอนิจจัง จนพระพุทธเจ้าต้องสร้างฌานปัญญาขึ้นมาแก้ไขเพื่อเท่าทันสภาวธรรมนั้นๆ ด้วย อำมฤตธรรมŽ ที่เป็นสัจธรรมสัมบูรณ์คือ ถาวร ; เป็น นิจจังŽ ดังการเห็นรากฐานของสังคมคือ ครอบครัวŽ ว่าต้องมี พ่อแม่Ž เป็นผู้ปกครองเสมอ ถ้าเกิดเหตุสุดวิสัย พ่อแม่เกิดอุบัติเหตุ ; ก็ต้องมีญาติสนิทมาเป็นผู้ปกครองแทน นั่นคือ ความเป็นพ่อย่อมคงอยู่ตลอดกาลตราบที่มีมนุษย์ อย่างนี้ ; แล้ว ไฉนไม่ต้องการให้ใช้ความเป็นประมุขชาติตามกฎธรรมชาติดังกล่าวดำรงอยู่ อย่างไม่รู้แจ้งจริงว่า การล่มสลายของราชบัลลังก์ในราชอาณาจักรนั้นๆ เกิดจากต่างเชื้อชาติเข้ามาเป็นใหญ่ทางการเงิน จนมีอิทธิพลในเมืองหลวงทุกแห่งเป็นต้นเหตุ เช่น ฝรั่งเศส ได้แก่ พวก Jacobin คือ นักธุรกิจยิวที่นิยมการค้าเสรีเป็นตัวการมาแต่ พ.ศ. 2332 จนตั้งพรรคเสรีนิยม ขึ้นใน พ.ศ. 2358 เมื่อถูกบังคับให้กลับมาปกครองแบบมีกษัตริย์เช่นเดิมอีก จึงเกิดปฏิวัติเสรีนิยมขึ้นเมื่อ พ.ศ. 2373 และรีบเขียนรัฐธรรมนูญอยู่เหนือกษัตริย์ ทำให้ผิดกฎธรรมชาติสังคมราชอาณาจักร ราชอาณาจักรจึงค่อยๆ ล้มตามการปฏิบัติความเป็นอยู่มาสู่การเมืองผิดธรรมเนียมราชอาณาจักร โดยจะพูดอย่างกว้างๆ ว่า ความคิดของนักธุรกิจเสรีในเมืองหลวงเป็นหลักในการโค่นล้มราชบัลลังก์ ที่ราชสำนักไม่อาจเห็นได้ด้วยมโนปัญญาลึก ดังอิงรัฐบาลของนักธุรกิจส่วนใหญ่ จนไม่เห็นว่าผู้ทำลายราชบัลลังก์ที่แท้จริง คือ นักธุรกิจการเมือง อันหมายถึง ดึงการศึกษาวิชารัฐศาสตร์จากฝรั่งเศสมาใช้ ใน พ.ศ. 2475 เป็นต้นมา และหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ดึงตำราอเมริกามาใช้ คือ นำความรู้ผิดธรรมเนียมราชอาณาจักรมาใช้ ก็ต้องได้ ผลตามเหตุŽ ทุกแห่งไปที่ใช้มาตรการนี้ นอกจากเกิดจากความคิดของพวกนักธุรกิจเสรีแล้ว ยังเร่งล้มด้วยขบวนยิวสากลที่ก่อตั้งขึ้นเมื่อ พ.ศ. 2422 ในยุโรป แต่ต่อมาฮิตเลอร์เป็นใหญ่ในเยอรมันและยุโรปได้สั่งล้างเผ่าพันธุ์ยิวในยุโรป จนต้องหนีไปอยู่สหรัฐเป็นล้านๆ อันปัจจุบันมีกว่า 50 ล้านคน ว่า การกระทำให้เกิดสงครามโลกครั้งที่ 1 นั้นสหรัฐแยบยล สมัยธีโอโดร์ รูสเวลท์ เชื้อสายยิว ; หลังสงครามโลกครั้งนี้ทำให้ราชบัลลังก์ล้มเป็นแถว ต่อมาสงครามโลกครั้งที่ 2 เกิดขึ้นสมัย แฟรงกลินดี รูสเวลท์ เป็นประธานาธิบดีสหรัฐ และก่อนสงครามเสร็จได้วางรากฐานการคุมโลกไว้ด้วยการออก กฎบัตรสหประชาติŽ ทั้งครั้งนี้ราชอาณาจักรแทบหมดโลก โดยมหาเศรษฐียิวนาม ร็อคกี้เฟลเลอร์ สร้างตึกเอ็มไพร์สเตทให้เป็นที่ตั้งของ องค์การสหประชาชาติŽ ทั้งเรื่องการคุมธนาคารโลก ถ้าไม่รู้ว่า ตระกูลรอธไชล์ด บรรพบุรุษยิวระดับโลกในยุโรปเป็นผู้ก่อตั้ง กองทุนระหว่างชาติŽ (ไอ.เอ็ม.เอฟ) ก็โง่มาก รวมถึงองค์กรยิวสากลคุมตลาดหุ้น, ทั้งตระกูลยิว ยิสฮาก โวล์วูล์ฟ เป็นเจ้าของบริษัทเรือเดินทะเลที่ใหญ่ที่สุดในโลก และมหาเศรษฐียิว บิลเกตต์ เจ้าของบริษัทซอฟท์แวร์ที่ใหญ่ที่สุดครองแชมป์อันดับ 1 มาถึง 10 สมัยแล้ว ที่รวมถึง อาดัมสมิท ยิวสก็อตแลนด์เป็นผู้ทำให้เกิด ธนาคารชาติอังกฤษŽ ขึ้นเป็นแห่งแรกเพื่อช่วยพ่อค้ายิวและได้คิดทฤษฎีดอกเบี้ย ขณะที่โทมัสมัลทัส ยิวอังกฤษเป็นผู้คิดวิชาประชากรศาสตร์ คือ รู้จำนวนพลโลกตลอดเวลา จนไปสร้างสถานีอวกาศไว้เพราะถ้าประชากรโลกเกิน 13,000 ล้าน ก็ต้องเกิดกลียุค ซึ่งปัจจุบันมี 6,000 กว่าล้านแล้วเพิ่มจาก พ.ศ. 2529 มาถึง 2,000 ล้าน อันหมายว่าอีก 36 ปีข้างหน้า คงได้รู้อะไรกันบ้าง อย่างนี้แล้ว ถ้านักการเมืองไทยยังจมอยู่กับแผนยึดเมืองไทยแบบคนโบราณเมื่อ 200-300 ปีก่อนคิด หรือ ตามความคิดใหม่ที่ยังใช้ศักยภาพวิสัยแห่งชาติพันธุ์ (The specific nature of individual) และศักยภาพวิสัยแห่งการศรัทธาลัทธิศาสนาและอาชีพนั้นๆ อยู่ ก็โปรดรู้ไว้เถิดว่า แม้ท่านได้แผ่นดินและชื่อประเทศพร้อมด้วยไทยที่ยอมใจเป็นลูกค้า - มีชีวิตแบบทาสนั้น มันก็จะเป็นไปดั่งว่า กรรมนั้นๆ ต้องเวียนวิบาก ตามน้อยตามมากŽ อย่างสมมติว่า ผู้ได้เปรียบคนไทยส่วนมากที่เป็นเช่น ตาอยู่แบ่งปลา ; เคยได้มา 50% และนานาชาติมาได้จากการขายตรง 25-30% ให้ประชาชนคนไทยทั่วไป 90% ได้ค่าแรง มีรายรับแค่ 20-25% จนเห็นผลว่า คนไทยส่วนใหญ่ต้องยากจนลงๆ ไม่ได้รับความเป็นธรรม ดังประจานกันในสื่อต่างๆ และทั่วๆ ท้องถิ่น โดย ที่ผู้ได้เปรียบยึดกฎหมายอ้างประชาธิปไตยผิดๆ แบบที่พูดอย่างไรๆ ก็ไม่มีใครฟังจนเห็นชัดเจนคนส่วนใหญ่จึงร้องไห้ปนหัวเราะคล้ายคนบ้าอยู่เต็มเมือง เช่นนี้นั้น หากมหาอำนาจเข้ามาช่วยเหลือคนไทย 90% ในการจัดตั้งประชาธิปไตยตามแนวราชอาณาจักรอย่างอังกฤษ ให้นักธุรกิจหมดสิทธิเป็นรัฐบาลแบบเดิม เพื่อต่างชาติสามารถขายตรงได้เงิน 50% เหลือไว้ให้คนไทย 90% ได้ 50% อย่างนี้ จะมีคนไทยไหนไปโกรธมหาอำนาจได้ลงคอ เพราะดีกว่าเดิมทุกประการ (นี่เป็นการสมมติว่า ถ้ายู.เอ็น เห็น) ทั้งอย่างไรๆ ขบวนการยิวสากล คงสิง 3 มหาอำนาจตะวันตก ให้เดินแผนการควบคุมตลาดโลกต่อจนเบ็ดเสร็จอยู่ดี โดยเฉพาะแหล่งสุดท้ายคือ เอเชีย อาคเณย์Ž ที่จีนแผ่นดินใหญ่จำต้องสยายปีกกางครอบเพื่อใช้จงอยปากกัดกินตามความเป็นชาติท้องโตที่มีประชากรกว่า 1,300 ล้านคน แค่พอกินก็เหลือหลายแล้ว หากจะทำร่ำรวยอีก มหาอำนาจตะวันตกมีหรือจะยอม ทั้งจะเป็นอันตรายแก่ชาติผู้หนุนจีนอีกต่างหาก ดังนั้น ผู้เป็นแนวร่วมมุมกลับหรือขบวนจริงที่ต้องการให้ราชบัลลังก์ลอยไปเพื่อจะได้เป็นใหญ่ดังมักถามว่าถ้าราชอาณาจักรดีจริงไฉนค่อยๆ หมดไป ให้เสียสมองและไม่ได้ครองไทยแทนตามเจตนาแน่ จึงควรหันมา เรียน - ปฏิบัติ อำมฤตธรรมเป็นประจำจนเป็นนิสัยกันดีกว่า จะได้ปลอดภัยทั้งสถาบันพระประมุข, ศาสนาและทุกครอบครัว ที่ว่าหากรอ - อาศัย Followers (สาวก) ของพระพุทธองค์คงเสียเวลา กว่าถั่วจะสุก-งาไหม้หมดก่อนแน่ เพราะยังมัวตั้งมหาวิทยาลัยสงฆ์เพื่อเรียน พุทธศาสตร์, วิชาธรรม, เปรียญธรรม, ศาสนศาสตร์ อันเป็น Theology โดยไม่รู้ตัวว่า หมายถึง Buddhists ยึดธรรมเนียมชีวิตของ The Buddha ที่เรียกว่า The Custom of the Buddha มาเป็นศาสนา (Religion) ไม่ให้เห็นวิชชาจริงๆ ของพระองค์อันเป็นวรธรรมหรืออำมฤตธรรมนั้นว่าเป็นเรื่องศาสนามิใช่ ศาสน์ (วิชชา)Ž แม้กระทั่งคำว่า พุทธะŽ ที่เป็น The highest wisdom หรือ Supreme Enlightenment อันพระองค์ทรงสร้างขึ้นมา โดยเอา มโนปัญญา เป็นฐานมาสร้าง ฌานปัญญา จนทรงรู้เห็นความจริงแท้ของสรรพสิ่งที่พ้นความเป็นอนิจจังได้ ก็ไม่อาจเข้าใจอย่างซาบซึ้งจนเกิดผลได้ (impregnate) ดังเอา พุทธศาสน์Ž มาเป็น พุทธศาสตร์Ž อันเป็นการทำบาปไม่น้อยฐานดูหมิ่นพระพุทธเจ้า แถมไม่เคยเห็นว่าธรรมเนียมชีวิตของพระองค์เป็น ธรรมวินัยŽ ไม่ใช่ศาสนาอย่างของคริสต์ - อิสลาม จูดาย เพราะ คำสอนของพระองค์ที่เป็นทั้ง Super God และ Super Lord (พระพุทธเจ้าและศาสดา) นั้น พระองค์สอนให้ทั้งเทวดา เทพ พรหม ดังปรากฏในพุทธประวัตินั้น นั่นคือทั้ง 3 โลก คือ มนุษย์โลก, เทวโลกและพรหมโลก ซึ่ง 2 โลกหลังก็เป็นผู้ศรัทธาต่ออำมฤตธรรมของพระองค์ อย่างนี้จึงทำให้ ไอน์สไตน์ นักวิทยาศาสตร์เอกของมนุษยโลกได้กล่าวสดุดีไว้ใน Discovering Ancient Wisdom in a Modern World ว่า พุทธศาสน์Ž มิใช่ พุทธศาสตร์ ศาสนศาสตร์ เปรียญธรรม เทววิทยา หรือ Theology และมิใช่ศาสนาแต่หากจะเป็นก็ต้องเป็น ศาสนาแห่งจักรวาลŽ (Cosmic religion) ทั้งยังยืนยันว่า ไม่มีวิทยาการก้าวหน้าสุดๆ ใดในโลกนี้ที่จะเหนือพุทธศาสน์ได้Ž ดังนั้น วิชชาสำคัญสูงสุดของพระพุทธเจ้าที่มักนิยมพูดกันว่า พระธรรมกำมือเดียวที่ทรงให้ใช้เพื่อดับทุกข์นั้น แท้จริงคือใช้ดับทุกข์ตามที่ว่า ชาตัง ปรมัง ทุกขังŽ คือ ดับการเกิด และที่มาชาตะนั้นแท้จริงคือ ภูมิจิต, หรือจิตที่ยังมีวิญญาณหุ้ม อันเป็นธาตุรู้ 2 ชนิด คือ กุศลจิตกับอกุศลจิต และเป็นเช่นชีวิตอรูป ที่มีความอรรถามากมายเรื่องภูมิจิตโตมนุสโส แล แท้จริงของวิชชา คือ วิชชาสมณะสี่ได้แก่ พระโสดาบัน, พระสกิทาคามี, พระอนาคามีและพระอรหันต์ ที่ต้อง ปฏิบัติศีล จิต ปัญญา อย่าง อธิหรือเคร่งจัดŽ เช่นว่า ปฏิบัติ อธิศีลสิกขาŽ บริบูรณ์จะได้ผลเป็นเทวดา 7 ชาติ, หากต่อ อธิจิตสิกขาŽ กว่า 50% อธิปัญญาไม่มากนักก็จะได้เป็น เทพ 11 ชั้นŽ หากต่อเป็นปฏิบัติอธิศีลสิกขา, อธิจิตสิกขาบริบูรณ์ แต่ไม่บริบูรณ์ใน อธิปัญญา ก็จะได้เป็น พรหมŽ ไม่ต้องมาชาตะเป็นมนุษย์อีก แต่ยังอยู่ในโลกียภพใน 3 โลกดังกล่าวนี้คือปฏิบัติ พระอนาคามีŽ ส่วนสมณะที่ 4 คือ พระอรหันต์นั้นต้องบวชเป็นภิกษุตามธรรมเนียมของพระพุทธเจ้า และปฏิบัติ อธิศีลสิกขา, อธิจิตสิกขา, อธิปัญญาสิกขาŽ อย่างบริบูรณ์เป็นวินัยว่าจะบรรลุเป็นพระอรหันต์เป็นผู้รู้ด้วย ญาณŽ ไม่ต้องเวียนว่ายตายเกิดใน 31 ภพภูมิและพระอรหันต์นี่แหละ คือ ผู้มี ฌานปัญญา อันเรื่องนี้มีชาวพุทธ, นักธรรม เข้าใจผิดอยู่มาก และแค่คำว่า ศีลสิกขา และ อธิศีลสิกขาŽ ก็มักไม่เข้าใจไปถึงว่าคือ การปฏิบัติ 4 ประการ ดังนี้คือ 1. ชำระสังกิเลสปรกติภาพ (อารมณ์รู้สึก) 2. กำจัดสังกิเลสอกุศลกรรมที่ได้มาจากกามคุณห้าคือ รูป เสียง กลิ่น รส สัมผัสอุ่นเย็น 3. กำจัดอบายภูมิที่มีอยู่ 4 ประการ คือ สัตว์นรก, เปรต, อสูรกาย และเดรัจฉาน ด้วยการปฏิบัติ ศีลบัญญัติ โดยเฉพาะเบญจศีลเป็นอย่างน้อย 4. อาศัยศีลให้ได้ปิติสุข โดยปราศจากโทษ เช่น ไม่ยึดติดศีลพรตจนบดบังปัญญา ดังที่ว่า สีลัพพตุปาทานŽ และข้อนี้นี่แหละสำคัญยิ่ง เหล่านี้ ท่านว่า เท่าที่ได้ฟังชาวพุทธพูดๆ กันเรื่อง ถือศีล ปฏิบัติธรรมกันนักหนานั้น - คิดว่า เขาเหล่านั้นเข้าใจการปฏิบัติ ศีลสิกขาŽ ประการใด? ดังนั้น เรื่องของ กองทัพ ที่ต้องเป็นอาวุธของ King ผู้เป็น Ruler ก็เท่ากับเป็นผู้คุ้มครองแผ่นดินและประชาชนทุกหมู่เหล่าไปโดยปริยาย ที่ว่าอาวุธของพ่อก็เหมือนของลูกๆ แต่หากเป็นเช่นปัจจุบันก็เท่ากับ กองทัพเป็นของนักการเมืองที่อ้างรัฐบาลและระบอบการเมืองระบอบประชาธิปไตย ที่คนไม่มีภูมิปัญญาต่อเรื่องนี้ก็นึกว่าถูกต้อง และทหารเองก็เจ็บแล้วไม่จำ โดยเฉพาะกรณีทหารนี้ถูกโจมตีดูถูกเหยียดหยาม โดยนักวิชาการ, อาจารย์มหาวิทยาลัย - นักศึกษา โดยการสนับสนุนการเงินของนักธุรกิจในราชอาณาจักรทุกแห่งอย่างลับๆ ในอดีต ตามนิสัยพ่อค้าที่ว่า ปากปราศรัยแต่น้ำใจเชือดคอต่อผู้มีอำนาจอิทธิฤทธิ์กว่า ดังในไทยสมัยเมื่อกว่า 20 ปีที่แล้วจะเห็นว่า รูปถ่ายนายทหารใหญ่มีราคาค่างวดคล้ายสมเด็จโตŽ ที่เอารูปศักดิ์สิทธิ์นั้นไว้คุ้มครองบริษัท ห้างร้าน บ้านอาศัย ดังห้อยสมเด็จโตติดคอไว้คุ้มครองตัว แต่เดี๋ยวนี้เงินเป็นพระเจ้าไปเสียแล้ว ประวัติโดยย่อ ในสเปนระหว่าง พ.ศ. 2460 - 2464 ความสับสนของคนในสเปนเหมือนกับในไทยช่วง พ.ศ. 2497-2501 ในสเปนจึงทำให้นายพลฟริโมผู้ซึ่งชาวสเปนนิยมถึงความกล้าได้หยุดความวุ่นวายด้วยการทำรัฐประหารควบคุมอย่างเด็ดขาด ปิดสภา, เลิกรัฐธรรมนูญ, ปราบพวกสังคมนิยม, เสรีนิยม, อนาธิปไตย ราบเรียบ ใต้คำขวัญ เพื่อชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ ระหว่าง พ.ศ.2464-2473 นายพล ฟริโมป่วยหนัก จึงเปลี่ยนเป็นนายพลเบอเรนเกียร์แทน แต่ไม่เท่าทันคนข้างเคียงจึงหลงกลไปประนีประนอมกับทุกกลุ่มการเมือง อย่างนี้ก็เข้าทางนักธุรกิจ จึงเกิดการจลาจลขึ้นใน พ.ศ. 2473 จนทหารกลัวพวกตนจะอันตราย ทำให้พระเจ้าอัลฟองโซที่ 13 และนายพลเบอเรนเกียร์ต้องหนีอยู่ข้างหลังจึงเป็นไปตามพวกเสรีนิยมคิด คือตั้งสภาร่างรัฐธรรมนูญเสรีขึ้น เมื่อเสร็จ ตั้งพรรคการเมืองขึ้น 3 พรรค คือ พรรคเสรีนิยมฝ่ายขวา ; เสรีนิยมฝ่ายซ้ายและพรรคสังคมนิยม ทั้งๆ ที่ตอนจะล้มราชบัลลังก์นั้นรวมกันทั้งหมด และเมื่อมีการเลือกตั้ง 2 พรรคใหญ่ผลัดกันชนะ แต่ต้องอาศัยเสียงของพรรคสังคมนิยมมาเติมให้ตั้งรัฐบาลได้ทั้ง 2 ฝ่ายทุกครั้ง ท้ายสุดต้องเกิดศึกกลางเมืองเพราะฝ่ายไหนขึ้นก็ทำลายอีกฝ่ายอย่างกับโกรธกันมา 20 ปี โดยพวกสังคมนิยม ที่ได้ร่วมรัฐบาลทุกรัฐบาลจนกลายเป็นนายทุนน้อย และเกิดนิสัย จิตใต้สำนึกหรือจิตรู้คิด (Imagination) ใหม่เป็นครึ่งผีครึ่งเทพ สามารถทำลายได้ทั้ง 2 เสรีนิยม นั่นคือ ประชาชนส่วนมากยากจนลงๆ หมดสิทธิความเป็นมนุษยธรรมมากขึ้นเพราะถูกอ้าง ความเป็นธรรมให้ธุรกิจของตนพลอยอับปางตามพรรคฝ่ายแพ้ไปด้วย ภิกษุสงฆ์ก็โดนตามรูปลักษณ์ต่างๆ จน นายพลฟรังโกผู้อยู่นอกวงการต้องเข้ามาเป็นผู้นำกบฏจนเกิดสงครามกลางเมืองอยู่ 3 ปี ทหารพลเรือนตาย 1.2 ล้านคน สมบัติชาติเสียหาย 3 ใน 5 เกือบสิ้นชาติ จริงๆ ท้ายสุดฝ่ายรัฐบาลพ่ายแพ้ ทำให้นายพลฟรังโกปกครองเด็ดขาดแบบ Despotic rule (เพราะไม่มี King) จากนั้นมา จนถึง พ.ศ. 2518 จึงได้มีการอัญเชิญรัชทายาทมาเป็น King สเปนอีก เหตุการณ์ทางสังคม คนกรุงมาดริดช่วงนายพลฟริโมเป็นรัฐบาลทหาร ถ้าเข้าใจจะเหมือนกับไทยสมัยจอมพลสฤษดิ์นำมาทำในไทยอย่างไรอย่างนั้น และเมื่อท่านวายชนม์ จอมพลถนอมก็สืบต่อ แต่ต้อง เสียท่าเพราะทำแบบนายพลเบอร์เรนเกียร์ โดยเฉพาะทั้ง 4 นายพลของสเปน - ไทย อวิชชา จึงไม่แก้การปกครองให้เป็นธรรมเนียมของ Kingdom และแก้การเมืองให้เป็นประชาธิปไตยอย่างรู้เท่าทันโลกียวิสัยดังอังกฤษแก้มาแต่ พ.ศ. 2375 - 2471 นั้น ในขณะที่นักวิชาการ, อาจารย์, นักศึกษา ที่ได้รับการอุดหนุนจากพ่อค้าใหญ่และเจ้าของหนังสือพิมพ์ โจมตีความเป็นธรรมจริงอย่างอ้างความเจริญทันสมัยว่า ถ้าเป็นประชาธิปไตยก็จะเจริญ ร่ำรวยกันทุกคน, ด่า - ประณามว่า ทหารเป็นไดโนเสาร์ขวางทางประชาธิปไตยเป็นขุนศึกชำนาญการรบเท่านั้น ขณะอีกด้าน พ่อค้าใช้ศิลปะเอาใจนายทหารใหญ่ผ่านทางคุณนาย ท้ายสุดทหารใหญ่อ่อนปวกเปียก นึกว่าเป็นจริงตามนักวิชาการ , น.ส.พ., ว่า ; จึงทำให้ราชบัลลังก์ล้ม โดยทหารบางคนคิดว่าจะใหญ่กว่าใครๆ เมื่อไม่มีกษัตริย์แล้ว แต่กลับไม่ได้ตามมโนภาพเอาไว้ อันเป็นเช่นนี้มาแล้วไม่ว่าในฝรั่งเศส, โปรตุเกส, ออสเตรีย, โปแลนด์, เยอรมัน ฯลฯ แล เรื่องพฤติกรรมเรื่องนี้ ถือได้ว่าอังกฤษเป็นตัวอย่างที่ดีในการนำมาพิจารณาเพราะเกิดเหตุก่อนใครๆ ไม่ว่าเรื่องเปลี่ยนแปลงการปกครองจากสมบูรณาญาสิทธิราชย์มาเป็นราชาธิปไตย และเลือกตั้งมาแต่ พ.ศ. 1838 พร้อมมี 2 สภามาแต่ตอนนั้น ถึงกระทั่งโอลิเวอร์ ครอมเวลล์ หัวหน้ารัฐสภา ที่ถือรัฐสภา ว่า รัฐบาลŽ ควบคู่ไปกับการเป็นผู้บัญชาการกองทัพด้วย สามารถชี้ีนำกดดันให้รัฐสภาจัดการกับพระเจ้าแผ่นดิน แล้วประกาศให้ประชาชนทราบในส่วนดี - ทำเพื่อประชาชนของตน เป็นฝีมือของครอมเวลส์เนื้อๆ แต่อ้าง รัฐสภา (รัฐบาล) นี่คือ สิ่งน่ากลัวของนายกฯ ที่กุมรัฐสภาได้และกุมกองทัพได้ด้วย ทว่าผลจริงๆ กองทัพโดยทหารส่วนใหญ่จำต้องกลัวผู้บังคับบัญชา ขณะผู้บังคับบัญชากลัวนายกฯ ทำให้แม่ทัพรองๆ อึดอัดใจ ไม่ยินดีจริง ดังเมื่อครอมเวลล์ตาย ทันทีแม่ทัพบกคนใหม่คือ นายพลมองต์ รีบจัดให้มีการเลือกตั้งผู้แทนราษฎร เพื่อมาตัดสินกันในรัฐสภาว่าจะเอาราชบัลลังก์คืนมาหรือไม่ ท้ายสุด ผู้แทนฯ ที่ต้องการเอากลับคืนมามีท่วมท้น จึงทำให้พระเจ้าชาร์ลที่ 2 ขึ้นครองราชย์ต่อใน พ.ศ. 2202 อย่างนี้ แปลว่า ทหาร, ข้าราชการอังกฤษ เจอพิษสงของการปกครองที่ไม่มี King มาแล้วว่าดีกว่าหรือไม่ดีกว่า ทั้งยังพบว่า การปฏิวัติขอรัฐธรรมนูญเสรีที่ฝรั่งเศสคิดขึ้นทั่วโลก ตามแม้แต่ในไทยปัจจุบันนั้น ในอังกฤษเกิด 3 ครั้ง คือ ครั้ง พ.ศ. 2379, 2381, 2391 แต่รัฐบาลปราบได้ทุกครั้ง ; โดยเฉพาะครั้งที่ 3 พ.ศ. 2391 นั้น เกิดขึ้นพร้อมกันทั่วยุโรป โดยประเทศอื่นๆ วุ่นวายนองเลือด แต่ที่ราชบัลลังก์ล้มทันทีได้แก่ฝรั่งเศสและโปรตุเกส นอกนั้นค่อยๆ ล้ม แต่รัฐบาลอังกฤษระดมทหาร, ตำรวจกว่า 220,000 คน ปราบได้ ทำให้อังกฤษมั่นคงปลอดภัยมาจนถึงปัจจุบัน ขณะที่ไทยเพิ่งเกิดการปฏิวัติเงียบสร้างรัฐธรรมนูญเสรีจริงๆ เมื่อ พ.ศ. 2540 โดยมีสภาร่างรัฐธรรมนูญและเสร็จสรรพ พ.ศ. 2543 เหมือนสเปน พ.ศ. 2474, ฝรั่งเศส 2373 ดังนั้นการนับ 5 ปีจากการเริ่มใช้รัฐธรรมนูญจึงครบสิ้นปี 2548 อย่างไรก็ดี คีย์แมนŽ ไทยควรเข้าใจซึ้งถึงเจ้าพ่อโลกว่าอเมริกาโดยขบวนยิวสากลวางแผนครองตลาดโลกด้วยการต้องมีอำนาจเบ็ดเสร็จ ; ทั้งกฎหมายโลกและกำลังอาวุธ คนคุมสื่อ โทรทัศน์ หนังสือพิมพ์ อินเตอร์เน็ท ที่พวกเขาชำนาญการที่สุดใน การสร้างภาพ, สคริปต์, สารคดี, ภาพยนตร์ตามเจตนาหวังผลล้างสมอง ครอบงำ ข่มขวัญ เช่น แพร่สารคดี การแสดงศักยภาพของขีปนาวุธ เครื่องบินรบพิเศษถอดด้าม ฯลฯ อีกทั้ง การก่อตั้ง องค์การสืบราชการลับ (CIA) ก็โดยนายอะแลน ดัลเลส นักวิทยาศาสตร์ยิวรัสเซียที่อพยพมาอยู่สหรัฐ ที่ตั้งศูนย์ฝึกอยู่ที่เมือง แลงค์เลย์Ž โดยเฉพาะ ความชำนาญการทูตด้วยกองทัพนั้นไม่มีใครเข้าใจลึกแยบยลจนคนถูกปลอบถูกขู่ที่คุยด้วยจะรู้เจตนา แต่แม้รู้ก็ต้องจำยอม เพราะกลัวตามการอวิชชา นี่ก็เป็นเหมือนไทยในบางจังหวัดที่มีเจ้าพ่อระดับพระกาฬนั้น ; ท่านว่า ผู้คนในจังหวัดและใกล้เคียงมีความเป็นอยู่ อย่างไรหรือคือหัวใจเป็นอย่างไร โลกนี้ก็เป็นเหมือนในจังหวัดนั้นๆ อย่างนี้คนดีต้องมุ่่งเจตนาดีในการมีชีวิตอยู่ที่ดี คือ มุ่งให้เกิดกฎบังคับที่ต้องเรียนและปฏิบัติวิชชาชีวิตสมบูรณ์ (อำมฤตธรรม) ดุจดังบังคับเรียนวิชาการ ด้วยการต้องใช้วิชชาฯ นี้เป็นหลักในการสอบเข้าเรียน สอบวัดผลประจำปีฯ สอบเข้าทำงานและเลื่อนชั้น จะได้ไม่ต้องสร้างอะไรต่อมิอะไรดังที่รณรงค์เรื่องรักชาติ, สร้างจิตสำนึกให้เลิกทำความชั่วมาทำความดี ที่ทำกันอย่างอวิชชาให้เสียเวลา, เสียเงินชาติเปล่าๆ เพราะไม่รู้ว่า การสร้างความคิด, นิสัย, จิตสำนึกให้เป็นจิตใต้สำนึกหรือจิตรู้คิดอันเป็นขันธสันดานจิต (imagination) นั้น จะกระทำได้โดยต้องทำอย่างให้เรียนและให้ปฏิบัติอยู่เป็นประจำ และเมื่อทุกคนมีจิตรู้คิดดีเสียอย่าง ทุกอย่างก็ไม่ต้องทำดังที่วุ่นวายรณรงค์กัน ตำรวจ, ศาล, เรือนจำ, ก็จะได้ไม่ต้องเหนื่อยนัก และราชอาณาจักรจะได้มั่นคงปลอดภัยจริงๆ เสียที โดย Reform Bills (ปฏิรูปรัฐสภา) โดยถือรัฐสภาเป็น physique และถือผู้แทนราษฎรตามศาสนา - อาชีพ (จิตรู้คิด) และตามอัตราส่วนของ ประชาŽ นั้นๆ ว่า ส.ส. นั่นคือ physical ทั้งถือว่ารัฐสภาคือ Government เป็นผู้ตั้ง, ควบคุม, ให้นโยบายแก่ Cabinet (คณะรัฐมนตรี) มิใช่ให้คณะรัฐมนตรี เป็นลูกพี่ สมาชิกรัฐสภาดังที่ทำผิดๆ กันเกือบทั่วโลก เพราะเข้าใจผิดเรื่องพรรค นั่นคือไม่รู้ว่า การตั้งพรรคการเมืองในโลกนี้นั้น อังกฤษตั้งก่อนโดยพระเจ้าชาร์ลที่ 2 เป็นผู้ทรงดำริให้มีพรรค Torry ที่เป็นพรรคสมัยสนับสนุนราชบัลลังก์ เมื่อ พ.ศ. 2203 จึงทำให้มีอีกพรรคคอยถ่วงดุลย์คือพรรค วิค ปัจจุบันคือ พรรคแรงงาน ทว่าอังกฤษมีพรรคมา 345 ปีเข้านี่แล้ว ปัจจุบันจึงเป็นไปแบบธรรมเนียม ในขณะที่ฝ่ายบริหาร (การเมือง) ของ king อังกฤษให้มีฝ่ายข้าราชการประจำไว้ทำงานหลักและให้คณะรัฐมนตรีทำงานเฉพาะหน้าเฉพาะยุคสมัย และสภาสูง มีจำนวนถึง 1,276 คน โดยพระเจ้าแผ่นดินทรงเลือกมา ขณะสภาผู้แทนราษฎรมี 655 คน มาตั้งแต่พ.ศ. 2375 และมีกติกาว่าด้วยรัฐสภาอีกมากมายที่ในไทยยังไม่รู้แจ้ง ว่าถ้าแก้การเมืองได้ก็จะได้วางพื้นการศึกษาวิชชาฯ จริงได้ ทั้งได้จัดการชีวิตตาม ทฤษฎีใหม่Ž อันมี เศรษฐกิจพอเพียงอยู่ด้วย ; ดังพระองค์ทรงพระเจตนา นั่นเพื่อว่าไทยต้องลอยตัว, ไม่ขอแข่งขันกับชาติใดในเอเชียอาคเนย์ ขณะที่ฮ่องกงสร้างดิสนีย์แลนด์ ถูกใจเด็กไทยเชื้อสายจีนเป็นหลักและขณะที่สิงคโปร์จะเปิดบ่อนการพนันครบวงจรเพื่อดูดเงินตรา ; ยั่วเย้ากิเลส (อารมณ์อยากตาม ตาม disine for worldly things) ของสื่อและนักธุรกิจหวังกดดัน รัฐบาลŽ ที่รอโอกาสอยู่ไม่น้อย เพราะการแข่งขันกันนี้จะเป็นเช่นการสงครามดังว่า นั่นคือ จะเจอวิบากกรรมนานาที่ได้ 1 ส่วน แต่เสีย 10 ส่วนแบบ ถ้า จิตใจเสีย ; ทุกอย่างก็ต้องเสีย ; เพราะจิตนี้คือความคิด นั่นคือมามุ่งทำตามความจำเป็นของชีวิตจริงที่มีแต่อาหาร เครื่องใช้, ที่อาศัย, การสืบพันธุ์และความปลอดภัย ; ให้มีความพอดี, พอเพียง ชาติไทยเป็นหลักให้ได้เสียก่อน ดังราชอาณาจักรภูฐาน ทำไมเขาดำรงอยู่กันได้อย่างดี แม้แต่พม่านั้นเขาก็เดินถูกทางอยู่แล้ว ; มีแต่ไทยนั่นแหละที่ไม่รู้จักตัวเอง ดังแทบทุกครอบครัวเป็นๆ กันอยู่ อันรวมว่า กองทัพควรออกกฎ การเป็นทหารแบบสวัสดิการ ขณะให้ เรียน-ปฏิบัติวิชชาชีวิตจริงเป็นหลัก จะได้เป็นกลาง อย่างเป็นไปเอง

 

ส่งเมล์ถึง editor@sentangonline.com พร้อมด้วยข้อสงสัยหรือข้อคิดเห็นเกี่ยวกับเว็บไซท์นี้

Copyright The Economic Outlook Newspaper Co.,Ltd Thailand.. Since 2003