สภาความมั่นคงแห่งชาติคือคำตอบสุดท้าย

 

สภาความมั่นคงแห่งชาติ คือ คำตอบสุดท้าย ทหารหนุ่ม 1. สถานการณ์และข้อคิดเห็น ในปี พ.ศ. 2548 เริ่มมีคำถาม มีการวิพากษ์วิจารณ์กันทั่วไปถึงภัยคุกคามต่างๆ ที่โหมกระหน่ำโจมตีประเทศไทย ทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม การเมือง และการป้องกันประเทศว่า เราจะแก้ไขสถานการณ์หรือต่อต้านป้องกันภัยคุกคามกันอย่างไร สภาพที่เป็นอยู่เสมือนสิ้นหวัง ทั้งๆ ที่พูดกันว่า บัดนี้เรามีรัฐธรรมนูญฉบับที่ดีที่สุดเป็นฉบับประชาชน? รัฐบาลก็เข้มแข็งมั่นคงที่สุด มี ส.ส. 377 คน ? มีนายกรัฐมนตรีที่ทันสมัยที่สุด? ฉะนั้น น่าจะตั้งสมมติฐานได้ว่า ประเทศไทยต้องมีบางสิ่งบางอย่างที่ผิดปกติ หรือที่ไม่เหมาะสม หรือที่ไม่เกื้อกูลต่อการบริหารราชการแผ่นดินในยุคนี้ เพราะมีปัญหามากขึ้นทุกวัน ก่อนอื่น ขอให้รู้จักกับภัยคุกคาม ซึ่งหมายถึงอันตรายหรือหายนะที่เกิดขึ้นโดยการกระทำของมนุษย์ มีอยู่ 2 ประเภท คือ หนึ่ง ประเภทภัยคุกคามที่มีเจตนาในผลประโยชน์ และสอง ประเภทภัยคุกคามที่เกิดขึ้นจากการรู้เท่าไม่ถึงการณ์ หรือความโง่เขลา ปัจจุบัน พ.ศ. 2548 มีภัยคุกคามทั้ง 2 ประเภทในประเทศไทย จะเรียกว่าเป็นภัยคุกคามแอบแฝง ก็ถูกต้องตาม ลักษณะที่ยากต่อการเข้าใจ หรือพิสูจน์ทราบ มันมาพร้อมๆ กับความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และการสื่อสาร มาพร้อมๆ กับความเจริญทางวัตถุที่บันดาลความสุข มาพร้อมๆ กับการค้าเสรี การเงินเสรี และสิทธิมนุษย์ชน ฝ่ายการป้องกันประเทศ ฝ่ายรักษาความมั่นคงแห่งชาติ ฝ่ายข่าวกรองและต่อต้านข่าวกรอง ต้องถือว่าเป็นหน้าที่โดยตรงที่ต้องจัดการกับภัยคุกคามดังกล่าวนี้ ซึ่งมาตรการสำคัญที่ต้องดำเนินการโดยด่วนที่สุด คือ การประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนทั่วไปตระหนักถึงภัยคุกคามแอบแฝงทั้งหลาย และขอความร่วมมือในการต่อต้านป้องกันและปราบปราม สำหรับรัฐบาลควรทำอย่างยิ่ง คือ ปรับปรุงขบวนการความมั่นคงแห่งชาติโดยท่าน 2. การวิเคราะห์ขบวนการความมั่นคงแห่งชาติ เพื่อให้การพิจารณาครอบคลุมทุกเรื่องที่เกี่ยวข้องกับความมั่นคงแห่งชาติ จึงต้องวิเคราะห์ตรวจสอบหาข้อมูลสำคัญจากสถาบันสำคัญต่างๆ และกฎหมายสำคัญด้วย 2.1 รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540 เป็นกฎหมายสูงสุดของประเทศในปัจจุบัน พ.ศ. 2548 ซึ่งมีสาระสำคัญดังที่กล่าวไว้ในบทกล่าวนำของรัฐธรรมนูญฯ คือ - การส่งเสริมและคุ้มครองสิทธิเสรีภาพของประชาชน - การให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการปกครอง และตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐเพิ่มขึ้น - การปรับปรุงโครงสร้างทางการเมืองให้มีเสถียรภาพและประสิทธิภาพยิ่งขึ้น - การคำนึงถึงความคิดเห็นของประชาชนเป็นสำคัญ ข้อสังเกตและข้อคิดเห็น ในรัฐธรรมนูญฉบับนี้ มีการกล่าวถึงเรื่องที่เกี่ยวข้องกับความมั่นคงแห่งชาติ กระจายกันอยู่ในหลายมาตรา แต่ไม่มีการกล่าวถึง สภาความมั่นคงแห่งชาติŽ ไว้ในหมวดใดเลย และเป็นที่น่าฉงนสนเท่ห์มาก ที่ในหมวด 5 แนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐมีการกล่าวถึง สภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติŽ ไว้เสมือนว่าเป็นองค์กรสำคัญยิ่งที่รัฐบาลต้องเชื่อฟัง งานสำคัญในการบริหารราชการแผ่นดิน เพื่อความมั่นคงแห่งชาติที่ทั้งด้านการเมืองภายในประเทศ การเมืองระหว่างประเทศ ด้านเศรษฐกิจ ด้านสังคม ด้านการป้องกันภัยคุกคาม ด้านการข่าวกรองและต่อต้านข่าวกรอง และอื่นๆ อีก อีกทั้ง งานระดับชาติ ต้องมีการกำหนดผลประโยชน์ แห่งชาติ วัตถุประสงค์แห่งชาติ นโยบายความมั่นคงแห่งชาติ และยุทธศาสตร์ชาติด้วย แต่ทั้งหมดนี้ไม่มีการกล่าวถึงเลยในรัฐธรรมนูญฉบับ พ.ศ. 2540 2.2 สภาความมั่นคงแห่งชาติ โครงสร้างของสภาความมั่นคงแห่งชาติในปัจจุบัน (พ.ศ. 2548) ยังคงเป็นไปตาม พ.ร.บ.สภาความมั่นคงแห่งชาติ พ.ศ. 2502 และ พ.ร.บ. (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2507 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติม มาตรา 4 ดังนี้ มาตรา 4 ให้สภาความมั่นคงแห่งชาติประกอบด้วย นายกรัฐมนตรีเป็นประธาน รองนายกรัฐมนตรีเป็นรองประธาน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพัฒนาการแห่งชาติ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย และผู้บัญชาการทหารสูงสุด เป็นสมาชิก เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติเป็นสมาชิกและเลขานุการ ประธานสภาความมั่นคงแห่งชาติ จะเชิญบุคคลใดมาร่วมการประชุมของสภาความมั่นคงแห่งชาติ หรือให้มาชี้แจงแสดงความคิดเห็นในที่ประชุมก็ได้Ž สำหรับหน้าที่ของสภาความมั่นคงแห่งชาติ ซึ่งเป็นมาตั้งแต่ พ.ศ. 2502 มีดังนี้ มาตรา 5 สภาความมั่นคงแห่งชาติมีหน้าที่ดังต่อไปนี้คือ (1) พิจารณาเสนอและคณะรัฐมนตรีในเรื่องนโยบายภายใน นโยบายต่างประเทศ และนโยบายการทหารกับการเศรษฐกิจและอื่นๆ อันเกี่ยวกับความมั่นคงแห่งชาติให้สอดคล้องกันเพื่อให้กิจการทหาร และกระทรวงทบวงกรม และองค์การอื่นๆ ของรัฐสามารถประสานกันได้อย่างใกล้ชิด เป็น ผลดีต่อความมั่นคงแห่งชาติ (2) พิจารณาเรื่องที่เกี่ยวกับความมั่นคงแห่งชาติตามที่คณะรัฐมนตรีมอบหมาย มาตรา 6 สภาความมั่นคงแห่งชาติ อาจตั้งคณะกรรมการ ให้พิจารณาหรือปฏิบัติการอย่างหนึ่งอย่างใด ตามที่สภาความมั่นคงแห่งชาติจะมอบหมายก็ได้ คณะกรรมการที่สภาความมั่นคงแห่งชาติแต่งตั้งตามความในวรรคก่อน อาจเชิญบุคคลใดๆ มาสอบถามหรือให้ชี้แจงแสดงความเห็นในกิจการใดๆ อันเกี่ยวกับความมั่นคงแห่งชาติได้ มาตรา 7 ให้มีสำนักงานสภาความมั่นคงแห่งชาติ มีหน้าที่ดำเนินกิจการให้เป็นไปตามมติของสภาความมั่นคงแห่งชาติ และให้มีเลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติเป็นผู้บังคับบัญชารับผิดชอบ และจะให้มีรองเลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติเป็นผู้ช่วยปฏิบัติราชการก็ได้ มาตรา 8 ให้นายกรัฐมนตรีรักษาการตามพระราชบัญญัตินี้Ž ข้อสังเกต พ.ร.บ. ดังกล่าวนี้บัญญัติขึ้นในยุคของ สงครามลัทธิ (คอมมิวนิสต์) จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ เป็นนายกรัฐมนตรี และจนบัดนี้ พ.ศ. 2548 ยังไม่มี พ.ร.บ.สภา ความมั่นคงแห่งชาติฉบับใหม่ ซึ่งเวลาได้ผ่านไป 41 ปี สถานการณ์และภัยคุกคามได้เปลี่ยนไปหมดแล้ว สมาชิกของสภาฯ มีจำนวนน้อยมาก และไม่ครอบคลุมถึงกระทรวงที่มีภัยคุกคามอยู่ในปัจจุบัน พ.ศ. 2548 หน้าที่ของสภาฯ ก็มีเพียงให้ พิจารณาเสนอแนะคณะรัฐมนตรีŽ เท่านั้น ข้อคิดเห็น (1) เนื่องจากภัยคุกคามได้เปลี่ยนไป ฉะนั้น สมาชิกของสภาความมั่นคงแห่งชาติควรต้องเปลี่ยนไป โดยน่าจะประกอบด้วยบุคคลที่เกี่ยวข้องในด้านสังคม เศรษฐกิจ และการเมือง ซึ่งมีภัยคุกคามปรากฏอยู่ในปัจจุบัน พ.ศ. 2548 ด้วย (2) สภาความมั่นคงแห่งชาติ ควรเป็นองค์กรที่มีบทบาทมากกว่าที่เป็นอยู่ และให้ประชาชน หรือองค์กรอิสระมีส่วน ร่วมมากขึ้น (3) ควรยกระดับความสำคัญของสภาความมั่นคงแห่งชาติให้สูงขึ้น (4) สภาความมั่นคงแห่งชาติ ไม่น่าจะมีหน้าที่เพียง เสนอแนะŽ และ พิจารณาŽ เรื่องที่เกี่ยวกับความมั่นคงแห่งชาติเท่านั้น ควรเพิ่มหน้าที่ กำกับดูแลŽ และ ตรวจสอบŽ การปฏิบัติงานของหน่วยต่างๆ ตามโครงการหรือแผนงานเพื่อความมั่นคง แห่งชาติของรัฐบาลและประสานกับหน่วยงานอิสระ และองค์กรเอกชนต่างๆ ด้วย 2.3 สำนักงานสภาความมั่นคงแห่งชาติ มีพระราชกฤษฎีกา แบ่งส่วนราชการสำนักงานสภา ความมั่นคงแห่งชาติ สำนักนายกรัฐมนตรี พ.ศ. 2537 ให้สำนักงานฯ มีหน้าที่และส่วนราชการ ดังนี้ มาตรา 3 ให้สำนักงานสภาความมั่นคงแห่งชาติ สำนักนายกรัฐมนตรี มีอำนาจหน้าที่ดังต่อไปนี้ (1) ดำเนินการตามกฎหมายว่าด้วยสภาความมั่นคง แห่งชาติ และกฎหมายอื่นที่เกี่ยวข้อง (2) เสนอความเห็นต่อสภาความมั่นคงแห่งชาติ เพื่อประกอบการพิจารณาในการกำหนดนโยบายความมั่นคง แห่งชาติด้านการเมืองภายในประเทศ การเมืองระหว่างประเทศ การป้องกันประเทศ การเศรษฐกิจ สังคมจิตวิทยา วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี พลังงานและสิ่งแวดล้อม และการอื่นที่เกี่ยวข้องกับความมั่นคงแห่งชาติ (3) ประสานการปฏิบัติตามนโยบายความมั่นคงแห่งชาติ กับส่วนราชการต่างๆ ทั้งฝ่ายพลเรือน ทหาร และตำรวจตลอดจนองค์กรของรัฐให้สอดคล้องและเป็นผลดีต่อความมั่นคงแห่งชาติ (4) จัดทำแผนเตรียมพร้อมแห่งชาติ เพื่อรับสถานการณ์ฉุกเฉินอันเกิดจากวิกฤติการณ์ที่กระทบต่อความมั่นคงแห่งชาติ (5) จัดทำแผนและเสนอแนะนโยบายข่าวกรอง และต่อต้านข่าวกรองแห่งชาติ รวมทั้งเสนอแนะแนวทางในการพัฒนาองค์กรข่าวกรองและต่อต้านข่าวกรอง (6) ปฏิบัติการอื่นใดตามที่กฎหมายกำหนดให้เป็นอำนาจหน้าที่ของสำนักงานสภาความมั่นคงแห่งชาติ หรือตามที่นายกรัฐมนตรีหรือคณะรัฐมนตรีมอบหมายŽ และในการมาตรา 5 กำหนดอำนาจหน้าที่ของส่วนราชการ ไว้ซึ่งสรุปได้ มี 10 ประการดังนี้ (1) งานธุรการ (2) งานเกี่ยวกับภัยคุกคามต่อความมั่นคงแห่งชาติ ด้านการเมืองภายในประเทศ (3) งานเกี่ยวกับภัยคุกคามต่อความมั่นคงแห่งชาติ ด้านการเมืองระหว่างประเทศ (4) งานเกี่ยวกับภัยคุกคามต่อความมั่นคงแห่งชาติ ด้านการป้องกันประเทศ (5) งานเกี่ยวกับภัยคุกคามต่อความมั่นคงแห่งชาติ ด้านเศรษฐกิจ สังคมจิตวิทยา วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี พลังงานและสิ่งแวดล้อม (6) ประสานงาน ติดตาม ประเมินผลและสนับสนุนการปฏิบัติงานต่างๆ เพื่อให้เป็นไปตามนโยบายความมั่นคงแห่งชาติ (7) เสนอแนะนโยบายและจัดทำแผนด้านการข่าวกรองแห่งชาติ และการต่อต้านข่าวกรองแห่งชาติ รวมทั้งเสนอแนะแนวทางในการพัฒนาองค์กรข่าวกรอง และต่อต้านข่าวกรองของฝ่ายพลเรือน ทหาร และตำรวจ (8) เสนอแนะนโยบายและมาตรการปฏิบัติ ตลอดจนอำนวยการ และประสานการปฏิบัติในการแก้ไขปัญหาการก่อการร้ายสากล และปัญหาความมั่นคงเฉพาะเรื่องตามที่ได้รับมอบหมาย (9) ปฏิบัติงานเลขานุการของคณะกรรมการ และคณะอนุกรรมการคณะต่างๆ ของสภาความมั่นคง (10) ปฏิบัติงานร่วมกับหรือสนับสนุนการปฏิบัติงานของหน่วยงานอื่นที่เกี่ยวข้อง หรือที่ได้รับมอบหมาย ข้อคิดเห็น ถึงแม้ว่า สภาความมั่นคงแห่งชาติได้ถูกกำหนดขึ้นตาม พ.ร.บ. พ.ศ. 2502 และ พ.ศ. 2507 แต่ พ.ร.ก. แบ่งส่วนราชการสำนักงานสภาความมั่นคงแห่งชาติ พ.ศ. 2537 มีความทันสมัยมากกว่าพอสมควร และน่าจะมีประสิทธิผลในขบวนการความมั่นคงแห่งชาติ กรณีการป้องกันต่อสู้ภัยคุกคามประเทศในปัจจุบัน (พ.ศ. 2548) ได้เป็นอย่างดี 2.4 พระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน (ฉบับที่ 5) พ.ศ. 2545 มีสาระสำคัญอยู่ในมาตรา 3 ดังนี้ มาตรา 3/1 การบริหารราชการตามพระราชบัญญัตินี้ ต้องเป็นไปเพื่อประโยชน์สุขของประชาชน เกิดผลสัมฤทธิ์ต่อภารกิจของรัฐ ความมีประสิทธิภาพ ความคุ้มค่าในเชิงภารกิจแห่ง รัฐ การลดขั้นตอนการปฏิบัติงาน การลดภารกิจและยุบเลิกหน่วยงานที่ไม่จำเป็น การกระจายภารกิจและทรัพยากรให้แก่ท้องถิ่น การกระจายอำนาจตัดสินใจ การอำนวยความสะดวก และการตอบสนองความต้องการของประชาชน ทั้งนี้ โดยมีผู้รับผิดชอบต่อผลของงาน การจัดสรรงบประมาณ และการบรรจุและแต่งตั้งบุคคลเข้าดำรงตำแหน่งหรือปฏิบัติหน้าที่ต้องคำนึงถึงหลักการตามวรรคหนึ่ง ในการปฏิบัติหน้าที่ของส่วนราชการ ต้องใช้วิธีการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี โดยเฉพาะอย่างยิ่งให้คำนึงถึงความรับ ผิดชอบของผู้ปฏิบัติงาน การมีส่วนร่วมของประชาชน การเปิดเผยข้อมูล การติดตาม ตรวจสอบ และประเมินผลการปฏิบัติงาน ทั้งนี้ ตามความเหมาะสมของแต่ละภารกิจ เพื่อประโยชน์ในการดำเนินการให้เป็นไปตามมาตรานี้ จะตราพระราชกฤษฎีกากำหนดหลักเกณฑ์ และวิธีการในการปฏิบัติราชการ และการสั่งการให้ส่วนราชการและข้าราชการปฏิบัติก็ได้Ž ข้อสังเกตละข้อคิดเห็น มีการเน้นว่า การบริหารราชการต้องเป็นไปเพื่อประโยชน์สุขของประชาชน ซึ่งนับว่าถูกต้องตามอุดมคติ อีกทั้งต้องคำนึงถึง การมีส่วนร่วมของประชาชน ด้วย นับว่าเป็น พ.ร.บ.ที่ทันสมัยกับโลกยุคโลกาภิวัตน์ สำหรับมาตรา 71/1 กล่าวถึงคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ ซึ่งนับว่ามีความสำคัญมาก เพราะจะได้ปรับปรุงพัฒนาให้ทันสมัยและเตรียมไว้เพื่อสถานการณ์ในอนาคตด้วย มาตรา 71/1 ให้มีคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการคณะหนึ่ง เรียกโดยย่อว่า ก.พ.ร.Ž ประกอบด้วยนายกรัฐมนตรีหรือรองนายกรัฐมนตรีที่นายกรัฐมนตรีมอบหมายเป็นประธาน รัฐมนตรีหนึ่งคนที่นายกรัฐมนตรีกำหนดเป็นรองประธาน ผู้ซึ่งคณะกรรมการการกระจายอำนาจให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมอบหมายหนึ่งคน และกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิไม่ เกิน 10 คน ซึ่งคณะรัฐมนตรีแต่งตั้งจากผู้มีความรู้ความ เชี่ยวชาญในทางด้านนิติศาสตร์ เศรษฐศาสตร์ รัฐศาสตร์ การบริหารรัฐกิจ การบริหารธุรกิจ การเงินการคลัง จิตวิทยาองค์การ และสังคมวิทยา อย่างน้อยด้านละหนึ่งคน กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิอย่างน้อย 3 คนต้องทำงานเต็มเวลา เลขาธิการ ก.พ.ร. เป็นกรรมการและเลขานุการโดยตำแหน่ง การแต่งตั้งกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ ให้คณะรัฐมนตรีพิจารณาจากรายชื่อบุคคลที่ได้รับการเสนอโดยวิธีการสรรหา ทั้งนี้ ตามหลักเกณฑ์และวิธีการสรรหาที่คณะรัฐมนตรีกำหนดŽ ข้อสังเกตและข้อคิดเห็น จากการวิเคราะห์กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ 10 คน แต่งตั้งจากผู้มีความรู้ความเชี่ยวชาญในด้านต่างๆ นั้น เกิดมีข้อสงสัยหรือคำถาม ในมิติของความมั่นคงแห่งชาติด้านการป้องกันประเทศว่า ทำไมจึงไม่มีผู้เชี่ยวชาญด้านการข่าวกรอง การต่อต้านข่าวกรอง หรือการป้องกันภัยคุกคามต่างๆ อยู่ในคณะกรรมการ ก.พ.ร. ทั้งๆ ที่ในยุคนี้ (พ.ศ. 2548) ภัยคุกคามเกี่ยวข้องกับงานของแทบทุกส่วนราชการ ฉะนั้น ในการพัฒนาระบบราชการจึงควรจะต้องใส่ใจคำนึงถึงการป้องกันภัยคุกคามไว้เป็นสำคัญด้วย 2.5 พระราชบัญญัติปรับปรุงกระทรวง ทบวง กรม พ.ศ. 2545 มาตรา 5 ให้มีกระทรวง และส่วนราชการที่มีฐานะเป็นกระทรวง ดังต่อไปนี้ (1) สำนักนายกรัฐมนตรี (2) กระทรวงกลาโหม (3) กระทรวงการคลัง (4) กระทรวงการต่างประเทศ (5) กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา (6) กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (7) กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ (8) กระทรวงคมนาคม (9) กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (10) กระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (11) กระทรวงพลังงาน (12) กระทรวงพาณิชย์ (13) กระทรวงมหาดไทย (14) กระทรวงยุติธรรม (15) กระทรวงแรงงาน (16) กระทรวงวัฒนธรรม (17) กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (18) กระทรวงศึกษาธิการ (19) กระทรวงสาธารณสุข (20) กระทรวงอุตสาหกรรม ข้อสังเกตและข้อคิดเห็น พ.ร.บ. พ.ศ. 2545 นี้ ไม่มี กระทรวงพัฒนาการแห่งชาติŽ แต่มีบัญญัติไว้ใน พ.ร.บ.สภาความมั่นคงแห่งชาติ (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2507 ฉะนั้น น่าจะปรับปรุงแก้ไขให้ถูกต้อง และน่าจะมีสมาชิกมากกว่าที่ได้กำหนดไว้เดิม เพราะปัจจุบัน พ.ศ. 2548 แทบจะทุกกระทรวงต้องเกี่ยวข้องกับความมั่นคงแห่งชาติ โดยเฉพาะเรื่องการป้องกันต่อต้านภัยคุกคามต่างๆ หมายเหตุ รัฐบาลกำลังร่าง พ.ร.บ. ปรับปรุงกระทรวง ทบวง กรม และ พ.ร.บ. ระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน ฉบับใหม่ พ.ศ. 2548 ซึ่งยังไม่ทราบว่าจะเป็นประโยชน์ต่อการป้องกันต่อต้านภัยคุกคามประเทศชาติเพียงใดหรือไม่ 2.6 สำนักนายกรัฐมนตรี มีส่วนราชการที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับการป้องกันต่อต้านภัยคุกคาม และการรักษาความมั่นคงแห่งชาติหลายหน่วย ดังกำหนดอยู่ใน พ.ร.บ. ปรับปรุงกระทรวง ทบวง กรม พ.ศ. 2545 คือ มาตรา 7 สำนักนายกรัฐมนตรี มีส่วนราชการดังต่อไปนี้ (1) สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี (2) กรมประชาสัมพันธ์ (3) สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค ส่วนราชการที่อยู่ในบังคับบัญชาขึ้นตรงต่อนายกรัฐมนตรี (4) สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี (5) สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี (6) สำนักข่าวกรองแห่งชาติ (7) สำนักงบประมาณ (8) สำนักงานสภาความมั่นคงแห่งชาติ (9) สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา (10) สำนักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน (11) สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ 2.7 มาตรา 8 กระทรวงกลาโหม มีอำนาจหน้าที่เกี่ยวกับการป้องกันและรักษาความมั่นคงของราชอาณาจักรจากภัยคุกคามทั้งภายนอกและภายในประเทศ การรักษาผลประโยชน์แห่งชาติ สนับสนุนการพัฒนาประเทศ และราชการอื่นตามที่มีกฎหมายกำหนดให้เป็นอำนาจหน้าที่ของกระทรวงกลาโหมหรือส่วนราชการที่สังกัดกระทรวงกลาโหมŽ ข้อสังเกตและข้อคิดเห็น กระทรวงกลาโหม เป็นกระทรวงเดียว ที่มีการบัญญัติอำนาจหน้าที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับการป้องกันต่อต้านภัยคุกคาม ทั้งภายนอกและภายในประเทศ รวมทั้งการรักษาผลประโยชน์แห่งชาติด้วย ความจริงแล้ว หรือโดยหลักการ หรือเป็นสากลนิยมในยุคโลกาภิวัตน์นี้ การป้องกันต่อต้านภัยคุกคาม และการรักษาผลประโยชน์แห่งชาติ ต้องเป็นหน้าที่ของหลายกระทรวง/ หน่วยงาน ที่เกี่ยวข้องร่วมกันดำเนินการอย่างเป็นระบบ และมีระเบียบอย่างชัดเจน ภายใต้ความรับผิดชอบของสภาความ มั่นคงแห่งชาติ 2.8 มาตรา 46 ส่วนราชการไม่สังกัดสำนักนายกรัฐมนตรี กระทรวงหรือทบวงมีดังต่อไปนี้ (1) สำนักราชเลขาธิการ มีอำนาจหน้าที่เกี่ยวกับการเลขานุการในพระองค์พระมหากษัตริย์ (2) สำนักพระราชวัง มีอำนาจหน้าที่เกี่ยวกับการจัดการพระราชวัง ตลอดจนดูแลรักษาทรัพย์สินและผลประโยชน์ของพระมหากษัตริย์ (3) สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ มีอำนาจหน้าที่เกี่ยวกับกิจการพระพุทธศาสนา ส่งเสริมพัฒนาพระพุทธศาสนาและดูแลรักษาศาสนสมบัติตามกฎหมายว่าด้วยคณะสงฆ์ และอำนาจหน้าที่ตามที่กำหนดไว้ในกฎหมาย (4) สำนักงานคณะกรรมการพิเศษเพื่อประสานงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ มีอำนาจหน้าที่เกี่ยวกับการประสานงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ตามที่กำหนดในพระราชกฤษฎีกา (5) สำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ มีอำนาจหน้าที่เกี่ยวกับการวิจัย และอำนาจหน้าที่ตามที่กำหนดไว้ในกฎหมาย (6) ราชบัณฑิตยสถาน มีอำนาจหน้าที่เกี่ยวกับการค้นคว้า วิจัย และเผยแพร่ทางวิชาการ และอำนาจหน้าที่ตามที่กำหนดไว้ในกฎหมาย (7) สำนักงานตำรวจแห่งชาติ มีอำนาจหน้าที่เกี่ยวกับการรักษาความสงบเรียบร้อย และอำนาจหน้าที่ตามที่กำหนดไว้ในกฎหมาย (8) สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน มีอำนาจหน้าที่เกี่ยวกับการดำเนินการให้เป็นไปตามมติของคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินและคณะกรรมการธุรกรรม และอำนาจหน้าที่ตามที่กำหนดไว้ในกฎหมาย (9) สำนักงานอัยการสูงสุด มีอำนาจหน้าที่เกี่ยวกับการดำเนินคดีอาญาทั้งปวง ดำเนินคดีแพ่ง และให้คำปรึกษาด้านกฎหมายแก่รัฐบาลและหน่วยงานของรัฐ และอำนาจหน้าที่ตามที่กำหนดไว้ในกฎหมายŽ ข้อสังเกตและข้อคิดเห็น สำนักงานดังกล่าวนี้มีที่เกี่ยวข้องโดยตรงในการป้องกันต่อต้านภัยคุกคาม และการรักษาความมั่นคงแห่งชาติ ฉะนั้น หัวหน้าหรือผู้แทนสำนักงานฯ ควรเป็นสมาชิกสภาความมั่นคงแห่งชาติด้วย 2.9 สำนักข่าวกรองแห่งชาติ - ข้อสังเกตและข้อคิดเห็น มีการปรับปรุงสำนักข่าวกรองแห่งชาติตาม พ.ร.ก.แบ่ง ส่วนราชการสำนักข่าวกรองแห่งชาติ สำนักนายกรัฐมนตรี พ.ศ. 2536 (ก่อนนั้น มี พ.ร.บ.ข่าวกรองแห่งชาติ พ.ศ. 2528) มีการจัดตั้งศูนย์ประสานข่าวกรองแห่งชาติ และคณะกรรมการอำนวยการข่าวกรองแห่งชาติขึ้น พ.ศ. 2545 สำนักข่าวกรองแห่งชาติ เป็นหน่วยงานที่สำคัญยิ่งในขบวนการความมั่นคงแห่งชาติ และต้องพัฒนาให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น เพื่อเผชิญกับภัยคุกคามทุกรูปแบบได้ คณะกรรมการอำนวยการข่าวกรองแห่งชาติ และคณะอนุกรรมการปรับปรุงประสิทธิภาพงานข่าวกรอง (พ.ศ. 2544 - พ.ศ. 2546) - เป็นองค์กรที่มีคุณค่ายิ่ง และต้องทำงานในอำนาจหน้าที่โดยด่วนที่สุด - โดยหลักการแล้ว ก่อนอื่นใด ต้องมีการกำหนดหรือตระหนักถึง ภัยคุกคามประเทศในทุกรูปแบบŽ อย่างชัดแจ้งครบถ้วน - การทำงานข่าวกรองและต่อต้านข่าวกรองในยุคนี้ พ.ศ. 2548 จำเป็นต้องเกี่ยวข้องกับประชาชนทุกสาขาอาชีพ และสังคม เครือข่ายงานข่าวต้องกว้างสุดภายในประเทศ และไกลสุดในต่างประเทศ และใช้เครื่องมือเทคโนโลยีทันสมัยที่สุด - ประชาคมข่าวกรอง จำเป็นต้องมีทั้งปริมาณและคุณภาพมากกว่าในอดีต และสำหรับงานข่าวกรอง และต่อต้านข่าวกรองเพื่อความมั่นคงของประเทศนั้น ต้องให้สภาความมั่นคงแห่งชาติ เป็นผู้กำหนดความต้องการข่าวกรองและประสานงานกันอย่างใกล้ชิด - สำหรับงานข่าวกรองและต่อต้านข่าวกรองเพื่อความมั่นคงของรัฐบาล ก็เป็นภาระหน้าที่สำคัญของประชาคมข่าวกรองประการหนึ่ง เพราะรัฐบาลต้องเข้มแข็งมีประสิทธิภาพ ได้รับความเชื่อถือ ศรัทธาจากประชาชน มิฉะนั้น จะไม่สามารถป้องกันปราบปรามภัยคุกคามประเทศได้อย่างสัมฤทธิ์ผล 3. การวิเคราะห์ปัจจัยของความมั่นคงแห่งชาติ โดยทั่วไป เมื่อกล่าวถึงความมั่นคงแห่งชาตินั้น จะต้องกล่าวถึงเรื่องสำคัญที่เป็นปัจจัยตามลำดับไป ดังนี้ (1) ผลประโยชน์แห่งชาติ - หมายถึงองค์ประกอบต่างๆ ซึ่งเป็นความต้องการที่สำคัญยิ่ง ซึ่งประเทศชาติจะขาดมิได้ หรือต้องแสวงหามาครอบครองไว้ให้ได้ - ตาม พ.ร.บ.สภาความมั่นคงแห่งชาติ พ.ศ. 2502 และ พ.ศ. 2507 กำหนดให้สภาความมั่นคงแห่งชาติ เป็นผู้เสนอแนะคณะรัฐมนตรี แต่ถ้าตามหลักการสากลและตามหลักการปกครองนั้น สภาความมั่นคงแห่งชาติ และผู้ทรงคุณวุฒิสูง ต้องเป็นผู้กำหนดผลประโยชน์แห่งชาติ มิใช่รัฐบาล (2) วัตถุประสงค์ หรือเป้าประสงค์เฉพาะแห่งชาติ - จากการได้กำหนดผลประโยชน์แห่งชาติแล้วว่ามีอะไร บ้าง และจากการตรวจสอบวิเคราะห์สภาวะแวดล้อมต่างๆ และภัยคุกคามหรือปัญหาของประเทศชาติแล้ว ก็ต้องมาพิจารณากำหนดว่าจะต้อง ทำอะไรŽ กันบ้าง เพื่อรักษาแสวงหาผลประโยชน์แห่งชาติเพื่อป้องกันปราบปรามภัยคุกคาม หรือเพื่อแก้ปัญหาต่างๆ ของชาติ - ตามหลักการ สภาความมั่นคงแห่งชาติต้องเป็นหน่วยงานหลักร่วมกับผู้ทรงคุณวุฒิในการพิจารณาเป้าประสงค์เฉพาะแห่งชาติในทุกๆ ด้าน (เศรษฐกิจ สังคม การเมือง และการป้องกันประเทศ) (3) นโยบายความมั่นคงแห่งชาติ - เมื่อทราบเป้าประสงค์หรือต้อง ทำอะไรŽ แล้ว ก็มาถึงขั้นการพิจารณา ทำอย่างไรŽ ให้ประสบความสำเร็จให้จงได้ถึงแม้จะต้องผ่านอุปสรรคมากมายเพียงใดก็ตาม - ความสำคัญอยู่ที่การได้บุคคลผู้เชี่ยวชาญ มีประสบการณ์ในเรื่องนั้นๆ โดยตรงเป็นผู้ร่วมพิจารณานโยบายว่า ทำอย่างไรŽ จึงจะดีที่สุด และมีโอกาสประสบความสำเร็จสูงสุด - สำหรับปัญหาหรือภัยคุกคามเฉพาะเรื่อง จำเป็นต้องเปิดกว้างให้ประชาชนผู้เกี่ยวข้องกับเรื่องนั้นๆ โดยตรง มีส่วนร่วมในการพิจารณากำหนดนโยบายความมั่นคงแห่งชาติเฉพาะเรื่องด้วย เพราะบางเรื่องประชาชนรู้ปัญหาดีที่สุด และต้องพึ่งประชาชนในการทำงานข่าวกรองและต่อต้านข่าวกรอง (4) ยุทธศาสตร์ชาติ - เมื่อทราบแล้วว่าต้อง ทำอย่างไรŽ ก็ต้องมาพิจารณาว่าเราจะใช้ เครื่องมืออะไรŽ บ้างของชาติเพื่อทำงานให้สำเร็จ หรืออีกนัยหนึ่งก็คือ การพิจารณาใช้ กำลังอำนาจของชาติŽ รวมทั้งศิลปศาสตร์ วิชาการ ความรอบรู้นานาประการ วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และประสบการณ์ของผู้ทรงคุณวุฒิ กำหนดเป็นแผนงานขึ้น (5) การทำแผนงาน การปฏิบัติงาน การตรวจสอบ และการปรับแผน - สำหรับการแก้ปัญหาหนึ่ง หรือการป้องกันปราบปรามภัยคุกคามอย่างหนึ่ง อาจจะต้องมีแผนงานมากมาย ใช้ผู้ปฏิบัติงานหลากหลายความเชี่ยวชาญ และสิ้นเปลืองงบประมาณมาก อีกทั้งอาจจะต้องใช้ระยะเวลายาวนานด้วย - เป็นความจริงที่ว่า ไม่มีแผนงานใดจะดำเนินการไปได้อย่างราบรื่น ฉะนั้น ต้องมีการกำกับดูแล ติดตามการปฏิบัติตลอดเวลา และปรับแผนตามความจำเป็น - ตามหลักการแล้ว ในขั้นนี้ รัฐบาลต้องเกี่ยวข้องและรับผิดชอบโดยตรงในการปฏิบัติการแผนงานต่างๆ ดังกล่าว โดยมีสภาความมั่นคงแห่งชาติติดตามตรวจสอบอย่างใกล้ชิด เพื่อพิจารณาปรับยุทธศาสตร์ชาติ หมายเหตุและข้อคิดเห็น (1) งานทั้ง 5 ประการดังกล่าวนี้ โดยหลักการของการบริหารราชการแผ่นดินตามหลักสากลนิยมนั้น ต้องอยู่ในความรับผิดชอบ หรือเป็นหน้าที่ของสภาความมั่นคงแห่งชาติ (2) นโยบายของรัฐบาลต้องอยู่ในกรอบของนโยบายความมั่นคงแห่งชาติ (3) แผนงานของรัฐบาล ต้องอยู่ในกรอบของยุทธศาสตร์ชาติ (4) ผลประโยชน์แห่งชาติเปรียบเสมือนเลือดในตัวคน วัตถุประสงค์แห่งชาติ เปรียบเสมือนจิตวิญญาณหรือความปรารถนาของคน นโยบายความมั่นคงแห่งชาติเปรียบเสมือนสมองหรือความคิดของคน ยุทธศาสตร์ชาติเปรียบเสมือนอวัยวะของคน สำหรับนโยบายของรัฐบาลเปรียบเสมือนปัจจัย 4 แห่งชีวิต 4. ปัญหาอมตะของชาติที่แปลงเป็นภัยคุกคามประเทศชาติ พ.ศ. 2548 อ่านบทความในหนังสือพิมพ์รายวัน ฟังวิทยุ ดูโทรทัศน์ ปรากฏว่า มีแต่ปัญหาในทุกด้านของชีวิตความเป็นอยู่ ปัญหาเศรษฐกิจ ปัญหาสังคม ปัญหาการเมืองการปกครอง และปัญหาความมั่นคงปลอดภัย ซึ่งนับวันจะทวีความรุนแรงและขยายกว้างออกไป ไม่มีแนวโน้มว่าจะน้อยลงหรือหมดสิ้นไป แต่กลับแปลงเป็นภัยคุกคามแล้ว ในยุคนี้ ซึ่งเรามักจะได้ยินคนพูดกันตลอดเวลา ดังนี้ - คนรวย รวยยิ่งขึ้น ขณะที่คนจนก็จนลงอีก - วัฒนธรรมไทยที่ดีงามได้ถูกทำลายไปมากแล้ว และยังถูกทำลายลงทุกวัน - สังคมเต็มไปด้วยความเครียด - นักการเมืองคอร์รัปชั่น - ข้าราชการคอร์รัปชั่นรายวัน - ฆ่ารายวันใน 3 จังหวัดใต้ - ฆ่ารายวันทั่วประเทศ - ยาบ้าฆ่ารายวัน - แข่งรถ ก่อจราจลรายวัน - ปืนเถื่อนยิงรายวัน - ข่มขู่ เรียกค่าคุ้มครองรายวัน - ถูกหลอกรายวัน - หมดตัวรายวัน - ฆ่าตัวตายรายวัน - นโยบายรายวัน - แก้ปัญหารายวันของรัฐบาล - สติแตกรายวัน - รถติด จราจรติดขัดรายวัน ข้อสังเกตและข้อคิดเห็น ตามวงจรอุบาทว์ของประเทศไทยภายใต้การปกครองในระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นพระประมุขนั้น ปรากฏการณ์ต่อจากวิกฤติการณ์ คือ การปฏิวัติรัฐประหาร - รัฐประหาร - ร่างรัฐธรรมนูญใหม่ ประการใช้ - การเลือกตั้ง - รัฐสภา - รัฐบาล - วิกฤติการณ์ - วนเวียนกันมาอย่างนี้หลายรอบแล้วใน 70 กว่าปีของประชาธิปไตยไทย ถึงเวลาแล้วที่ต้องไม่แก้ปัญหาของชาติด้วยวงจรอุบาทว์ดังที่ผ่านมา ต้องร่วมกันแก้ปัญหาด้วยปัญญาและความร่วมมือจากประชาชนทุกศาสนา อาชีพ องค์กรภาคเอกชนและองค์กรภาครัฐ 5. สภาความมั่นคงแห่งชาติในอุดมคติ 5.1 ความหมายของความมั่นคงแห่งชาติ สภาความมั่นคงแห่งชาติ เป็นองค์กรสำคัญของทุกประเทศ โครงสร้างขององค์กรและงานในหน้าที่แตกต่างกันไปตามกำลังอำนาจของชาติและภัยคุกคามที่เกิดขึ้น หรือที่คาดว่าจะเกิดขึ้น ภาษาอังกฤษใช้ศัพท์ว่า National Security CouncilŽ ถ้าจะแปลกันตรงๆ และเข้าใจกันง่ายๆ ก็คือ สภาการปกป้องคุ้มครองรักษาประเทศชาติŽ หรือจะกล่าวว่าเป็น สภาการปกป้องคุ้มครองรักษาผลประโยชน์แห่งชาติŽ ก็ได้ ฉะนั้น ความจริงแล้ว สภาความมั่นคงแห่งชาติ มีความสำคัญต่อประเทศชาติมากกว่าสภาอื่นๆ ที่มีกันอยู่ และโดยหลักการแล้ว แม้แต่รัฐบาลก็ยังต้องบริหารราชการแผ่นดินตามยุทธศาสตร์ชาติและนโยบายความมั่นคงแห่งชาติ 5.2 รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย โดยหลักการแล้วสภาความมั่นคงแห่งชาติ (ที่มีโครงสร้างในอุดมคติ) ควรเป็นผู้ยกร่าง และให้รัฐสภาเป็นผู้พิจารณาเห็นชอบ แต่ที่ผ่านมารัฐธรรมนูญฉบับล่าสุด พ.ศ. 2540 ยกร่างโดย สภาร่างรัฐธรรมนูญ ซึ่งมีสมาชิก 99 คน ประกอบด้วย ส.ส.ร. ทุกจังหวัดและ ส.ส.ร.ผู้เชี่ยวชาญสาขารัฐศาสตร์ หรือรัฐประศาสนศาสตร์ ส.ส.ร.ผู้เชี่ยวชาญสาขากฎหมายมหาชน และ ส.ส.ร. ผู้มีประสบการณ์ด้านการเมือง แต่ไม่มีผู้เชี่ยวชาญสาขาอื่น ที่สำคัญคือไม่มีผู้เชี่ยวชาญด้านการป้องกันประเทศ ถ้าให้สภาความมั่นคงแห่งชาติ (ในอุดมคติ) เป็นผู้ร่างหรือทำหน้าที่สภาร่างรัฐธรรมนูญ รับรองว่า รัฐธรรมนูญฉบับนั้นจะเป็นฉบับที่ดีที่สุดในมิติของความมั่นคงแห่งชาติ ในความเป็นจริง และโดยหลักการนั้น รัฐธรรมนูญก็คือส่วนหนึ่งของนโยบายความมั่นคงแห่งชาติ และยุทธศาสตร์ชาตินั่นเอง ซึ่งต้องมีเนื้อหาสาระครบถ้วนทุกเรื่อง 5.3 องค์ประกอบของสภาความมั่นคงแห่งชาติในอุดมคติ มีดังนี้ สมาชิกของสภาฯ (ในอุดมคติ) ประกอบด้วยบุคคลต่างๆ จากสถาบันหลักของชาติ ดังนี้ สถาบันพระมหากษัตริย์ - คณะองคมนตรี สถาบันศาสนา - ตัวแทนทุกศาสนา สถาบันหน่วยงานราชการพลเรือน - ข้าราชการประจำระดับบริหาร สถาบันทหาร - สมาชิกสภากลาโหม สถาบันตำรวจ - คณะกรรมการตำรวจ สถาบันรัฐวิสาหกิจ - ผู้บริหาร สถาบันธุรกิจ - ผู้บริหาร สถาบันในพระบรมราชูปถัมภ์ - ผู้บริหาร องค์กรอิสระ - ผู้บริหาร สถาบันการศึกษา - ผู้บริหาร สภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ - ผู้แทน สถาบันการแพทย์ แพทยสภา - ผู้แทน สถาบันผู้สื่อข่าว - ผู้แทน สถาบันกีฬา - ผู้แทน สภาสตรีแห่งชาติ - ผู้แทน สภากาชาด - ผู้แทน องค์กรภาคประชาชนต่างๆ (เช่น คุ้มครองผู้บริโภค) - ผู้แทน ฯลฯ 5.4 ประธานและรองประธาน สภาความมั่นคงแห่งชาติ (ในอุดมคติ) คุณสมบัติ (1) เป็นสมาชิกสภาความมั่นคงแห่งชาติ (2) ผ่านการศึกษาหลักสูตรหลักของวิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักร (3) ไม่เป็นสมาชิกพรรคการเมือง ไม่เป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สมาชิกวุฒิสภา หรือข้าราชการการเมือง (4) มีสัญชาติไทยโดยการเกิด (5) ได้รับพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์ช้างเผือกชั้นสูงสุด (มหาปรมาภรณ์) การเลือกตั้งประธานและรองประธาน ให้สมาชิกสภาความมั่นคงแห่งชาติ เป็นผู้เลือกประธานและรองประธาน (7 คนตามลักษณะของการแบ่งส่วนงานของสำนักงานสภาความมั่นคงแห่งชาติ - พ.ร.ก. ปี 2537) ประธานและรองประธานดำรงตำแหน่งวาระเดียวเป็นเวลา 3 ปี และพ้นจากตำแหน่งด้วยสาเหตุอื่น คือ ตาย ลาออก ขาดคุณสมบัติ หรือสภาความมั่นคงแห่งชาติมีมติให้ถอดถอน 5.5 สำนักงานสภาความมั่นคงแห่งชาติ (ในอุดมคติ) ต้องปรับปรุงให้รองรับงานทั้งหมดดังกล่าว ซึ่ง พ.ร.ก. ปี 2537 ก็เหมาะสมดี เพียงขยายเพิ่มโครงสร้างและอัตราตามที่ต้องการในอุดมคติ เช่น ควรมีรองเลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ และผู้เชี่ยวชาญผู้ทรงคุณวุฒิเพิ่มขึ้น เป็นต้น 5.6 สถานการณ์ต่างๆ พร้อมแล้ว สำหรับการแก้ไขปัญหาของชาติใน พ.ศ. 2548 ด้วยปัญญา ขอภาวนาให้รัฐบาลไทยรักไทย ภายใต้การนำของท่าน พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร หยุดวงจรอุบาทว์ และแก้ปัญหาของชาติอย่างผู้เจริญแล้ว โดยการปรับปรุงสภาความมั่นคงแห่งชาติ เพื่อความมั่นคงแห่งชาติอย่างแท้จริง

     

 

 

ส่งเมล์ถึง editor@sentangonline.com พร้อมด้วยข้อสงสัยหรือข้อคิดเห็นเกี่ยวกับเว็บไซท์นี้

Copyright The Economic Outlook Newspaper Co.,Ltd Thailand.. Since 2003