|
เรื่อง “ระบบ” การศึกษาของไทยมีระบบและพัฒนาการที่เหมือนและคล้ายคลึงกับการเมืองของประเทศไทยไม่มีผิด ไร้ทิศทาง ไร้ระบบ การศึกษาไทยยังวนเวียนอยู่กับการทดลอง
หันซ้าย หันขวา เปลี่ยนรัฐบาลแต่ละครั้งจะต้องมีการเปลี่ยนนโยบายหลักทันที หลังจากเปลี่ยนนโยบายก็เปลี่ยนผู้บริหาร เหมือนเปลี่ยนแปลงในสำนักงานตำรวจ ในกองทัพอย่างไง อย่างนั้น แม้ว่าทุกอย่างจะต้องเปลี่ยนแปลงให้ดีขึ้น แต่การเปลี่ยนแปลงในโครงสร้างและระบบการศึกษาของประเทศไทย ไม่ได้ทำให้ดีขึ้นเลย มีแต่เลวร้ายลง ซึ่งประเทศเพื่อนบ้านของเราไปไกลกว่าเราอีกหลายก้าว
นับแต่ระบบอนุบาล ระบบประถม ระดับมัธยม ไปจนถึงระดับมหาวิทยาลัย ความเสมอภาคในโอกาสของประชาชนคนไทยแตกต่างและมีช่องว่างกันมากจึงเป็นวิธีการของพรรคการเมืองที่ไปอวดอ้างว่าจะใช้นโยบายทำให้เกิดช่องว่างนี้ลดลง จะทำให้ระบบการศึกษาของไทยมีประสิทธิภาพ
อย่างมหาวิทยาลัยนอกระบบกว่าจะว่ากันได้ก็สู้กันหลายยก หรือ จะเอาการโครงสร้างการศึกษา ประถม กับ มัธยมไปอยู่ภายใต้การปกครองส่วนท้องถิ่น ก็ว่ากันมามากและมีการประท้อง มีการเดินขบวนของครูมาแล้วจนกลายเป็นแรงต้านรัฐบาลมาแล้วในยุคพรรคไทยรักไทยในอดีต
มาในรัฐบาลอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ก็มาเจอกับการเปลี่ยนแปลงอีกครั้ง ครั้งนี้เหมือนกรณีที่เกิดขึ้นมาแล้วในรัฐบาลชุดก่อน แต่อาจจะแตกต่างเพียงตัวละคร เท่านั้น
ในไม่กี่วันมานี้ ข่าวหน้าหนึ่งของ นสพ บางฉบับได้ขึ้นหัวว่า ” องค์กร “ ขู่ใช้ "กฎหมู่" จัดม็อบครูกดดัน "ชินวรณ์" หากล้มเลือกตั้งผู้แทนคุรุสภาตามมติ กมธ.การศึกษา อ้างเป็นการสรุปที่ตั้งธงไว้แล้ว ไม่ใช่ข้อเท็จจริง หยาม กกต.ศธ. แค่ต้องการแสดงอำนาจการแจกใบเหลืองใบแดง ของจริงไม่มีมูล แม้แต่เรื่องบอร์ดคุรุสภารับเงินก็แค่ฟังความข้างเดียว ขณะที่ "สุขุม" ถามจัดม็อบชนกันรักษาเกียรติให้คุรุสภาหรือไม่? ”
จากเหตุการณ์ที่ นายองค์กร อมรสิรินันท์ เลขาธิการคุรุสภา เปิดเผยกรณีที่คณะกรรมาธิการ (กมธ.) การศึกษา สภาผู้แทนราษฎร มีมติเสนอนายชินวรณ์ บุณยเกียรติ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) ในฐานะประธานคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (ก.ค.ศ.) เพื่อพิจารณายกเลิกผลการคัดเลือกผู้แทนคุรุสภาในคณะอนุกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (อ.ก.ค.ศ.) เขตพื้นที่การศึกษา แล้วให้เริ่มกระบวนการคัดเลือกใหม่ทั้งหมด เนื่องจากมีความไม่สุจริตและไม่เที่ยงธรรม
นี้เป็นกรณีหนึ่งที่สะท้อนถึง ระบบการศึกษาของประเทศไทยไม่สามารถเดินหน้าและพัฒนาไปได้ และ ตัวอย่างจากการพัฒนาการศึกษาของไทยที่ขาดความสัมพันธ์อย่างถูกต้องการการพัฒนาการเมือง เนื่องจากการไม่พัฒนาการเมือง เพื่อไม่ให้มีปัญหาการเมือง
กล่าวคือ ไม่ยอมที่จะพัฒนาการเมืองให้เป็นประชาธิปไตย สักที การศึกษาจึงมุ่งหน้าที่จะพัฒนาไปอย่างเป็นเอกเทศ ไปในท่ามกลางการไม่พัฒนาการเมือง หรือ เป็นการพัฒนาการศึกษาไปในท่ามกลางปัญหาการเมืองของระบอบเผด็จการรัฐสภากับระบอบเผด็จการรัฐประหาร จึงทำให้ระบบการศึกษาของประเทศไทยมีอุปสรรคมาอย่างต่อเนื่อง จนถึงรัฐบาลปัจจุบัน
ดังนั้น การพัฒนาระบบการศึกษาภายใต้การปกครองแบบเผด็จการดังกล่าว จึงทำให้บ้านเราล้าหลังในเรื่องการศึกษาทุกระบบ ทุกระดับ
จะมีก็เฉพาะการศึกษาของคนส่วนหนึ่งที่เป็นส่วนน้อย เพราะสามารถให้ลูกเรียนในสถานศึกษาที่เป็นของเอกชน ซึ่งสะท้อนช่องว่างของสังคมไทย
เพราะฉะนั้น หากจะพัฒนาการศึกษาของไทยให้ทันสมัยและก้าวหน้าก็ต้องสร้างการเมืองให้เป็นประชาธิปไตยก่อน หลังจากนั้น การศึกษาของไทยก็จะเดินหน้าไปพร้อมกับการเมืองที่เป็นระบอบประชาธิปไตย |