|
ในความเสี่ยงของประเทศไทยไม่ว่ายุคใดสมัยใด นับแต่เปลี่ยนแปลงการปกครองมา 77 ปี นับแต่การเปลี่ยนแปลงเมื่อวันที่ 24 มิถุนายน 2475 มา ประเทศไทยยังหนีไม่พ้นการรัฐประหารยึดอำนาจ
ทุกๆรัฐบาลพยายามจะหนีห่างจากการยึดอำนาจของคณะทหารในกองทัพ บางรัฐบาลได้จ่ายเงินงบประมาณให้กองทัพอย่างอิ่มเอมฤทัย บางคณะก็ให้ตำแหน่งสำคัญกับ ผู้นำเหล่าทัพ และให้อื่นๆ อีก แต่ก็ไม่ว่าที่จะถูกยึดอำนาจรัฐประหาร
ในรัฐธรรมนูญบางฉบับเขียน “ต้านรัฐประหาร” ไว้อย่างรอบด้านทุกแง่มุม แต่ก็ไม่ว่ายที่จะถูกคณะทหารยึดอำนาจ ฉีกรัฐธรรมนูญทิ้งตามเคย อย่างง่ายๆเหมือนรัฐธรรมนูญไม่มีความหมายอะไร อย่างที่นักวิชาการได้ยกย่องความสำคัญของรัฐธรรมนูญไว้สวยหรู
จนมาถึงสถานการณ์ปัจจุบันก็ไม่วายที่มีกระแสการยึดอำนาจรัฐประหารกันอยู่อีก แม้ พลเอกชวลิต ยงใจยุทธ บิ๊กจิ๋ว จะออกมาพูดเพื่อสกัดการทำรัฐประหารเพราะการเคลื่อนไหว หนาหูเหลือเกิน ด้วยเหตุผลว่าคณะที่จะทำรัฐประหาร นั้น ไม่กล้าที่จะทำเพราะมีบทเรียนการยึดอำนาจครั้งที่ผ่านมา ซึ่งหากทำจริงๆขึ้นมาก็จะเป็นการไปเข้าทาง “ขบวนการล้มปืน” ที่จ้องจะหาทางเล่นงานกองทัพอยู่แล้ว
อีกอย่างที่พลเอกชวลิต ยงใจยุทธ ได้ออกมาปรามไว้ก็เพื่อที่จะไม่ให้กองทัพหรือคณะทหารทำการยึดอำนาจ เพราะว่าการยึดอำนาจรัฐประหาร นั้น มันเป็นการขัดขวางการปฏิวัติประชาธิปไตย หรือที่เรียกว่า “ขบวนการต่อต้านการปฏิวัติ” ซึ่งสืบเนื่องต่อเนื่องกันมายาวนาน
อีกประหารหนึ่งการปฏิวัติประชาธิปไตย นั้น กองทัพจะต้องเป็นกำลังหลัก แต่หากไปทำการรัฐประหารหรือยึดอำนาจเสียก่อน นั้น สถานการณ์มันจะกลายเป็นเรื่องอื่นไปและอยากต่อการแก้ไขปัญหาได้ทันเวลาสำหรับชาติบ้านเมืองที่กำลังจะล่มจม
อีกประการหนึ่งอันเหตุผลสำคัญ ก็คือ ข่าวการรัฐประหารได้ถูกนานาชาติประณามไว้ว่าเป็นความเสี่ยง อย่างสำนักข่าวรอยเตอร์ได้รายงานเชิงวิเคราะห์สถานการณ์การเมืองไทย เมื่อวันที่ 2 ก.พ. ใน 2 คอลัมน์ โดยคอลัมน์ “FACTBOX” (ข้อเท็จจริง) ชี้ถึงความเสี่ยงทางการเมือง 5 ประการ ที่ต้องจับตามองในช่วงนี้ ได้แก่
1. เสถียรภาพทางการเมือง โดยเฉพาะเสถียรภาพของรัฐบาลผสม ภายใต้การนำของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี 2. ภัยคุกคามจากการก่อรัฐประหารโดยทหารในกองทัพที่มีความแตกแยก 3. พระพลานามัยของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว 4. การคอรัปชั่นและธรรมาภิบาล 5. ปัญหาความไม่สงบใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้
นี้ความเสี่ยงภัยในประเทศไทยที่สายตาชาวต่างชาติ ที่เขามองประเทศไทยเรา แต่ก็ยังไม่ได้เสนอทางออกอะไร แตกต่างจากข้อเสนอที่พลเอกชวลิต ยงใจยุทธ บิ๊กจิ๋ว ได้เสนอทางออกไว้ คือ การปฏิวัติประชาธิปไตยทางการปกครอง ซึ่งมีอยู่สาม สถาบันที่จะสามารถทำได้ คือ สถาบันพระมาหากษัตริย์ สถาบันกองทัพ และสถาบันพรรคการเมืองหรือรัฐบาล |