|
การผ่าประเด็นโดยเฉพาะหากเป็นประเด็นร้อนๆ ก็จะสามารถทำให้รู้ต้นสายปลายเหตุเพื่อดับประเด็นร้อนๆ แต่ผ่านแล้วดับร้อนไม่ได้ก็ไม่ใช่นักผ่าประเด็นร้อน เหมือนคนที่อยากรู้เนื้อในแตงโมว่าแดงหรือขาวก็ต้องผ่าดู ถึงจะรู้ได้หรือแค่การเจาะรูดูก็สามารถล่วงรู้ได้
ส่วนเรื่องร้อนๆทางสังคมก็ต้องใช้หลักวิชาทางสังคมผ่าประเด็นเพื่อทำให้ประเด็นไม่มีความร้อนแรงหรือดับความร้อนลง
เพราะฉะนั้น การผ่าประเด็นไม่ใช่เพื่อความสะใจหรือเพื่อสถานะความน่าเชื่อถือของผู้ที่ผ่าประเด็น โดยปราศจากความรับผิดชอบที่แท้จริง การผ่าประเด็นจะต้องสามารถทำให้เงื่อนไขที่ทำให้เกิดความร้อนชะลอ หรือระงับไป อย่างการผ่าดูเครื่องยนต์ว่ามันเสียตรงไหนและจะแก้ไขอย่างไร?
ตัวอย่างที่คอลัมหนึ่ง ใน เอเอสทีวีผู้จัดการออนไลน์ 4 กุมภาพันธ์ ชื่อ “ผ่าประเด็นร้อน” โดยคนที่คอลัมนี้เอามาผ่าเป็นประเด็นที่ เอามาผ่า คือ พลเอกชวลิต ยงใจยุทธ ในเนื้อหาของคอลัมนี้ ได้ผ่าออกมาในทำนองว่าว่า “คำพูดที่พลเอกชวลิต ยงใจยุทธ” เอามาพูดออกไป นั้น รู้ได้อย่างไรว่าจะมีการตัดสินของศาลฏีกาแผนกแผนกผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง
ซึ่งได้อธิบายว่า “อาจจะมีการยึดทรัพย์หรือายัดทรัพย์บางส่วน อีกประเด็น ก็ การรัฐประหารจะไม่เกิดขึ้นอีก” ประเด็นหลักๆก็มีแค่นี้ที่ทำให้กลุ่มที่หลงประเด็นถึงกับร้อนตัวออกมา
เพราะว่าในภารกิจหรือยุทธศาสตร์ที่จะให้ได้ในอนาคตข้างหน้านี้ เป็นการดับความร้อนแรง หรือดับความรุนแรงลง ซึ่งก็มีด้วยกันทั้งสองฝ่าย
อย่างการพูดในประเด็นที่ว่าอาจจะมีการยึดทรัพย์สินของคุณทักษิณ ชินวัตร บางส่วน นั้น ก็เพื่อทำให้ความร้อนแรงในทั้งสองข้างมาอยู่ตรงกลาง ซึ่งการพูดเช่นนี้จะลดอุณหภูมิของคนเสื้อแดง หรือคุณทักษิณ ลงบ้าง
ส่วนฝ่ายที่ต้องการจะยึดทรัพย์คุณทักษิณลงก็จะถอยลงมาอยู่ตรงกลาง
กล่าวคือ มีการยึดตามที่ฝ่ายไม่ชอบคุณทักษิณ ชินวัตรต้องการให้ยึด แต่ไม่ยึดเสียทั้งหมด การไม่ยึดเสียทั้งหมดก็จะทำให้กลุ่มคนเสื้อแดงหรือแม้แต่คุณทักษิณ ปลง คือ รับคำตัดสินนี้ได้ เพราะถ้ายึดทั้งหมดก็ยิ่งจะทำให้กลุ่มเสื้อแดงที่จะเอาเรื่องนี้มาสร้างความรุนแรงได้ แต่ถ้ายึดบางส่วนก็คงรับได้
ส่วนฝ่ายที่ให้ยึดก็รับได้เพราะมีการยึดแล้ว ก็น่าจะรับได้จากคำตัดสินของศาล
แต่เมื่อหากคำตัดสินจะออกมาทางนี้ กลุ่มคนบางส่วนที่ต้องการจะเอาเรื่องนี้มาทำให้เกิดความร้อนแรงทำให้เกิดความรุนแรงในชาติ ไม่เป็นไปตาม นั้น ก็ออกมาตีโพยตีพายหาว่า พลเอกชวลิต ยงใจยุทธ (บิ๊กจิ๋ว) ไปต่างๆนานา หาว่าเข้าข้างฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง ทั้งๆที่เป็นการพูดเพื่อให้ทั้งสองฝ่ายอยู่ด้วยกันได้และเป็นทางออกของทั้งสองฝ่าย เมื่อไม่เป็นไปตามคาดเพราะจะต้องทำให้กลุ่มคนเสื้อแดง ทำความรุนแรง อย่างเหตุการณ์ การปาขี้ใส่บ้านนายกรัฐมนตรี แต่หากมีการยึดทรัพย์ทั้งหมด ก็จะทำให้ความรุนแรงไปมากกว่านี้ จะเป็นโอกาสในการโค่นล้มตาม “ยุทธศาสตร์ การสร้างความรุนแรง” โดยอาศัยการยึดทรัพย์ ครั้งนี้เป็นเงื่อนไข
ในประเด็นต่อมาก็คือ การยึดอำนาจรัฐประหาร ที่พลเอชวลิต ยงใจยุทธ ออกมาพูด ว่าจะไม่เกิด นั้น มีได้สองกรณี คือ หากมีการยึดอำนาจรัฐประหาร ก็จะเกิดความรุนแรงเพราะคนเสื้อแดง ถือโอกาสนี้เคลื่อนไหวเพื่อไปถามทหารว่าจะ “รัฐประหารหรือไม่” ซึ่งหากพลเอกชวลิต ยงใจยุทธ บอกว่าไม่มีก็จะทำให้ความรุนแรงลดลง และหากไม่พูดความรุนแรงก็จะขยายผลวงกว้างจนต้องทำรัฐประหารในที่สุด ซึ่งจะเป็นการเข้าทางกลุ่มที่ต้องการจะให้เกิดรัฐประหาร โดยยืมมือกองทัพบดขยี้กลุ่มเสื้อแดง และจากนั้นกลุ่มเสื้อแดงก็จะบดขยี้กองทัพ
อีกกรณี หากได้มี “การปฏิวัติประชาธิปไตยหรือสร้างประชาธิปไตย” สำเร็จแล้ว การยึดอำนาจก็จะไม่เกิดขึ้นอีกในสังคมไทย เพราะเงื่อนไขหมดไป
เพราะฉะนั้น ที่ว่าจะไม่เกิดและหมดไป นั้น มาจากกรณีนี้ แต่เมื่อพลเอกชวลิต ยงใจยุทธ รู้ทันกลุ่มที่จะยุให้ทหารยึดอำนาจ ก็ออกมาหาว่าหลงทางถึงขนาดกล่าวหาในเรื่องที่ไปเจรจากับสมเด็จฮุนเซน เป็น “คนทรยศชาติ” อย่างเนื้อหาของคอลัมบางส่วนที่ว่า ก็ออกมาหาว่าหลงทางถึงขนาดกล่าวหาในเรื่องที่ไปเจรจากับสมเด็จฮุนเซน ่งจะเป็นการเข้าทางกลุ่มที่ต้องการจะให้เกิดรัฐประหาร โดยยืมมือ
“ ต้องบอกว่าไม่ธรรมดาอีกครั้งสำหรับ พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ หลังจากได้ผันตัวเองมาเป็นประธานพรรคเพื่อไทย และจู่ๆออกมาพูดในช่วงสถานการณ์ร้อนๆ โดยเน้นใน 2 ประเด็นหลักคือ เรื่อง ปฏิวัติและคดียึดทรัพย์ ทักษิณ ชินวัตร จำนวน 76,000 ล้านบาท ที่ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองมีกำหนดพิพากษาในวันที่ 26 ก.พ. ที่บอกว่าไม่ธรรมดาก็เพราะที่ผ่านมาการเคลื่อนไหวของ พล.อ.ชวลิต มักสร้างความปั่นป่วนไปทั่ววงการมาแล้วหลายครั้ง ถ้าเลือกหยิบยกเอามาเป็นตัวอย่างในช่วงไม่นานนัก เริ่มตั้งแต่กรณีทิ้งปริศนากรณี “โบกี้รถไฟ” เข้าใส่ พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ ขณะยังเป็นนายกรัฐมนตรีของคมช. จนแทบไปไม่เป็นแล้วครั้งหนึ่ง .การออกมาเคลื่อนไหวล่าสุด โดยเฉพาะในประเด็นคดียึดทรัพย์ของ ทักษิณ ทำให้หลายฝ่ายต้องหันกลับมาจับตามองอดีตนายทหารคนนี้อีกครั้งว่ามีเป้าหมายอย่างไรกันแน่ โดยเฉพาะคำพูดที่ระบุในทำนองว่า “จะมีการยึดทรัพย์แค่บางส่วน” แต่พอถูกถามว่าได้ข่าวนี้มาจากไหน เขาก็จงใจพูดให้กำกวมเกิดความสงสัยขึ้นมาอีกว่า “เป็นความลับ” ต้องยอมรับว่าคำพูดดังกล่าวของ พล.อ.ชวลิต ทำให้มีเสียงวิพากษ์การวิจารณ์ขึ้นมาทันทีว่า เขาพูดเรื่องนี้ขึ้นมาทำไม และทำไมถึงรู้ว่าศาลจะยึดทรัพย์แค่บางส่วน ทั้งที่พูดแบบนี้อาจเข้าข่ายละเมิดอำนาจศาล หรือ ชี้นำศาล อีกทั้งในสถานการณ์เข้าด้ายเข้าเข็มไม่สมควรไปเพิ่มอุณภูมิหรือสร้างความตึงเครียดเพิ่มขึ้นอีก นอกเสียจากมีความจงใจให้เกิดเรื่อง เมื่อวกมาที่คำพูดของ พล.อ.ชวลิต ที่ระบุว่าศาลจะยึดแค่บางส่วน ทำให้ต้องตั้งคำถามว่า มีเหตุจูงใจอย่างไรทำให้ต้องพูดแบบนั้น หรือไปล่วงรู้ข้อมูลแบบนี้ได้อย่างไร เพราะเหมือนกับว่ามีรายการ “ตั้งธง” หรือ “วิ่งเต้น” กันเอาไว้ล่วงหน้า ซึ่งคำพูดที่ออกมาย่อมจะทำให้เข้าใจเป็นอย่างอื่นไม่ได้ อย่างไรก็ดีอีกมุมหนึ่งย่อมมองเห็นได้ชัดเช่นเดียวกันว่า คำพูดของ พล.อ.ชวลิต ครั้งนี้เป็นการรับงานชิ้นล่าสุดมาจาก ทักษิณ เพื่อมาป่วนศาล กดดันก่อนมีถึงวันพิพากษา ขณะเดียวกันเหมือนกับต้องการส่งสัญญาณเพื่อต่อรองบางอย่าง เพราะหากเป็นตามคำพูดจริงนั่นก็ย่อมหมายความว่ามีเงินอีกจำนวนหนึ่งต้องถูกยึด และทำไมต้องยึดบางส่วน ดังนั้นไม่ว่ามองในมุมไหนถือว่าไม่ธรรมดา เมื่อนำมาปะติดประต่อกับประเด็นเรื่องการปฏิวัติที่ฝ่าย ทักษิณ และคนเสื้อแดงกำลังปลุกกระแสกันเป็นการใหญ่ในเวลานี้ ซึ่งทั้งสองกรณีต่างประดังเข้ามาในเวลานี้พอดี รวมไปถึงการสร้างสถานการณ์ความรุนแรง เช่นการขู่ฆ่าบรรดาผู้พิพากษา องค์กรอิสระทั้งหลาย เช่น คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) อดีตคณะกรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ (คตส.) ล่าสุดมีการก่อกวนด้วยการปาสิ่งปฏิกูลเข้าไปในบ้านพักของนายกรัฐมนตรีเมื่อสองสามวันที่ผ่านมา ทำให้หลายฝ่ายเริ่มเห็นตรงกันว่าสถานการณ์กำลังถูกทำให้พัฒนาไปสู่ความรุนแรงมากขึ้นเรื่อยๆ ดังนั้นการที่จู่ๆ พล.อ.ชวลิต ออกมาพูดเรื่องยึดทรัพย์บางส่วนมันก็ยิ่งทำให้น่าคิด เพราะหากพิจารณาอีกมุมหนึ่งเป็นไปได้หรือไม่ว่าฝ่าย ทักษิณ เหมือนกับรู้ชะตากรรมล่วงหน้าแล้วว่าคำแก้ต่างในคดียึดทรัพย์มันดิ้นไม่หลุด จึงต้องส่งสัญญาณกลายๆมาอีกทอดหนึ่งขอต่อรองเป็นครั้งสุดท้ายในทำนองว่าหากจะยึดขอให้ยึดแค่ “บางส่วน” เท่านั้นได้หรือไม่ อย่างไรก็ดีเมื่อพิจารณาทั้งจากคำพูดของ พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ และองค์ประกอบอื่นๆทำให้ช่วยไม่ได้ที่จะต้องเข้าใจว่าเป็นเจตนาเพิ่มดีกรีป่วนและกดดันกันครั้งสุดท้ายก่อนถึงวันดีเดย์ใหญ่ !! ” |