|
หลังจากที่เกิดปัญหากับมาบตาพุด เพราะศาลฯไทยได้มีการสั่งระงับโครงการลงทุน ถึง 76 โครงการ เพราะปัญหาเรื่องสิ่งแวดล้อมเป็นพิษ
จึงทำให้กลุ่มนายทุนต่างประเทศที่เข้ามาลงทุนในประเทศก็หาทางที่ขอให้รัฐบาลไทยมี “ นโยบายการลงทุน ” ที่ชัดเจน โดยเฉพาะจากประเทศญี่ปุ่น ที่มีองค์การส่งเสริมการค้าต่างประเทศของญี่ปุ่น (เจโทร) เป็นตัวแทนเพื่อเข้าเจรากับรัฐบาลไทย ในตอนนั้นนายกรัฐมนตรีของไทยได้ออกมาให้สัมภาษณ์ว่าปัญหาการลงทุนไม่มีปัญหาแล้วเพราะได้อธิบายให้กับกลุ่มนายทุนที่เข้ามาลงทุนหรือที่จะเข้ามาลงทุนในไทย
แต่จนแล้วจนรอดถึงขณะนี้ปัญหาของ “มาบตาพุด” ก็ยังไม่คืบหน้า หรือจะรอให้รัฐบาลสมัยหน้ามาแก้ไข แม้วันที่ 8 ก.พ. ที่ผ่านมา สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ร่วมกับองค์การส่งเสริมการค้าต่างประเทศของญี่ปุ่น (เจโทร) และหอการค้าญี่ป่นจัดงานสัมมนา “ประวัติศาสตร์สิ่งแวดล้อมในศตวรรษที่ 20 และการดำเนินการป้องกันมลพิษของประเทศญี่ปุ่น ” ซึ่งนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรีก็ได้เข้าร่วมปาฐกถาพิเศษด้วย
แม้จะมีการร่วมงานเพื่อสัมมนากันขึ้น แต่ความคืบหน้าที่จะต้องทำให้เศรษฐกิจมหาภาคของประเทศเดินหน้าไปได้ นั้น นายกรัฐมนตรีของประเทศไทยกับไปความสำคัญกับการ “ตีความ” ของศาล และตั้งคณะกรรมการในเรื่อง “นโยบาย” และแผนการในโครงการการลงทุนกับไม่ได้มีอะไรเป็นชิ้นเป็นอันเลย
ซึ่ง “สะท้อน” ถึงวุฒิภาวะในเรื่องขอบเขตการคิดของนายกรัฐมนตรีมีปัญหาการคิด แล้วยังมีเรื่อง “โครงสร้างการปกครอง” ที่ซ้ำซ้อนทับซ้อน จนไม่สามารถจะให้การพัฒนาเศรษฐกิจและการเมืองของชาติเดินหน้าไปได้อย่างรวดเร็วทันต่างประเทศ
ซึ่งแตกต่างจากที่นายเคียวจิ โคะมะจิ เอกอัครราชทูตญี่ปุ่นประจำประเทศไทย ได้เปิดเผยในการสัมมนาครั้งนี้ว่า “ที่ผ่านมานักลงทุนญี่ปุ่นได้ขอให้รัฐบาลไทยชี้แจงแนวทางการแก้ไขปัญหามาบตาพุดให้ชัดเจน และจะขอร้องอีกครั้งให้รัฐบาลใช้ความพยายามในการแก้ไขปัญหาอย่างเป็นรูปธรรม พร้อมกันนั้นให้รับฟังปัญหาของผู้ประกอบการเป็นรายบริษัท และดำเนินการอย่างต่อเนื่องในการแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อมในนิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุด เนื่องจากการสั่งระงับโครงการลงทุน 76 โครงการ ส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นและเสถียรภาพของไทยพอสมควร
ทั้งนี้ รัฐบาลไทยควรใช้ความพยายามแก้ไขปัญหาอย่างเร่งด่วน และปัญหาที่เกิดขึ้นเป็นปัญหาที่เกิดขึ้นภายในประเทศไทย ขณะเดียวกัน ในฐานะที่ไทยเป็นผู้นำและเป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจอาเซียน อีกทั้งยังเป็นผู้นำเศรษฐกิจ อนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง ต้องสร้างความสมดุลทางเศรษฐกิจและอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมไปพร้อมๆ กัน
ในฐานะที่เคยเจอปัญหาสิ่งแวดล้อมมาก่อน ก็ขอแนะนำหลักการจัดการด้านสิ่งแวดล้อม คือ ญี่ปุ่นมีแนวคิดพื้นฐานในการแก้ปัญหามลพิษจากแหล่งกำเนิดจากโรงงานอุตสาหกรรมให้อยู่ในมาตรฐาน โดยภาครัฐต้องดูแลอย่างเข้มงวดและกำหนดตามเกณฑ์อย่างเคร่งครัด และให้อำนาจองค์กรบริการส่วนท้องถิ่นในการเข้ามาตรวจสอบอย่างใกล้ชิดด้วย แต่เรื่ององค์การบริหารส่วนท้องถิ่นคงไม่สามารถแนะนำไทยได้ เพราะมีวัฒนธรรมที่ต่างกัน" นายเคียวจิกล่าว
ด้านนายอภิสิทธิ์ ได้กล่าวอีกอย่างในเรื่องเดียวกัน แตกต่างของการแก้ไขปัญหาและการมองดังนี้ว่า “ ปัญหามาบตาพุดเกิดจากการ “ตีความ” ที่ไม่ตรงกัน ซึ่งที่ผ่านมารัฐบาลพยายามสร้างความชัดเจน เช่น การประกาศระเบียบเกี่ยวกับมาตร 67 (2) “ จะทำให้การลงทุนใหม่ชัดเจนขึ้น” ส่วนโครงการที่ถูกศาลฯ สั่งระงับอยู่ระหว่างการรวบรวมข้อมูลเพื่อยื่นศาลปกครองสูงสุด รวมทั้งการตั้งคณะกรรมการ 4 ฝ่าย เพื่อมาประสานงานทำให้มั่นใจว่ารัฐบาลยังสนับสนุนการลงทุนจากต่างประเทศคู่กับการดูแลสิ่งแวดล้อมด้วย ”
ที่ยกเอาปัญหานี่ว่ากันไม่ได้มีอคติต่อนายกรัฐมนตรีของไทยเราแต่ประการใด แต่เรื่องเป็นปัญหาของไทยเรา ไม่ใช่ปัญหาของนักลงทุนต่างชาติที่จะเข้ามาลงทุนเลย แต่ของไทยกับมีปัญหาและอุปสรรค ทั้งจากฝ่ายการเมืองเพราะฝ่ายการเมืองของไทยไปมองเฉพาะเกมการเมืองมากจนขาดแนวทางและนโยบายการลงทุนที่จะดำเนินไปอย่างเข้มแข็งในอนาคต
หากปัญหานี้ไม่ได้รับการแก้ไขให้ทันกาลก็จะทำให้ประเทศหลุดพ้นจากวงโคจรของ “องค์การการค้าโลก” ที่ได้ก้าวย่างไปอย่างรวดเร็ว
|