|
หลังจากคำตัดสินของ ศาลฎีกา แผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง เมื่อวันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2553 ให้ยึดทรัพย์คุณทักษิณบางส่วน พลเอกชวลิต ยงใจยุทธ บิ๊กจิ๋ว ได้ออกมาชี้ลงไปว่า “ เป็นการชักใยของกลุ่มบุคคลบางกลุ่ม ซึ่งก็บอกไม่ได้ว่าเป็นใครกัน?”
ก็เลยทำให้หลายๆฝ่ายงงงัน สับสน ไปใหญ่ ไม่ใช่แต่ฝ่ายเดียวกันในพรรค เท่านั้น ที่มองว่าเป็น “ ฝ่ายอำมาตยาธิปไตย ” ฝ่ายรัฐบาลและกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยก็มองว่าบุคคลที่ว่า คือ ฝ่ายอำมาตยาธิปไตย แน่นอน และออกมาโจมตี พลเอกชวลิต ยงใจยุทธ เป็นรายชั่วโมงกันอย่างขนานใหญ่ ซึ่งอันที่จริงเป็นเพราะกลัวพลเอกชวลิต ยงใจยุทธ จะออกมาเผยโฉมหน้าขบวนการเหล่านี้ โดยเฉพาะฝ่ายรัฐบาล กับกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ที่ออกมาสวนว่า มันเป็นใคร ที่เป็นผู้ที่ชักใย ต้องบอกให้ชัดเจน
ซึ่งคิดว่าเรื่องนี้อธิบายหรือชี้ลงไปอย่างไงคนพวกนี้ หรือ แม้แต่รัฐบาลและกองทัพก็ไม่เข้าใจ เพราะไม่เข้าใจ “ยุทธศาสตร์ ”การเมืองของขบวนการต่างๆที่เคลื่อนไหวในประเทศไทยเวลานี้
เมื่อไม่เข้าใจ “ยุทธศาสตร์ก็ย่อมไม่เข้าใจยุทธวิธี ”
เมื่อไม่เข้าใจ “ ยุทธศาสตร์และไม่เข้าใจยุทธวิธี ” ก็ไม่สามารถแยกมิตรแยกศัตรูได้ เลยทำให้แต่ละฝ่ายมองกันเป็นศัตรู
กลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ชี้ไปว่ากลุ่ม นปช. หรือ กลุ่มคนเสื้อแดง เป็นศัตรู คุณทักษิณ ชินวัตร เป็นศัตรู รัฐบาลเป็นศัตรู อำมาตยาธิปไตยเป็นศัตรู การถูกทำให้มองกันแต่ละฝ่ายเป็นศัตรู นี้หละ คือ “ยุทธวิธี” ที่สำคัญที่สุดเพื่อหลอกให้การเคลื่อนไหวของฝ่ายต่างๆเป็นกำลังเพื่อนำไปสู่ “ ยุทธศาสตร์ทางการเมือง” ซึ่งไม่ใช่ความขัดแย้งที่แท้จริง
ในยุทธวิธีแนวร่วม นั้น ก็เพื่อหลอกให้แต่ละฝ่ายเคลื่อนไหว ในเรื่องผลประโยชน์ ทางเศรษฐกิจและการเมืองในระบอบเผด็จการ ไม่ว่าด้านใด ด้านหนึ่ง นั้น คือ “ยุทธวิธีแนวร่วม” ซึ่งมีอยู่สองชนิด คือ “ แนวร่วมมุมกลับ กับแนวร่วมทางตรง ”
ยุทธวิธีแนวร่วม ที่สามารถเป็นกำลังได้ดีที่สุดเพื่อบรรลุยุทธศาสตร์ ก็คือ การทำแนวร่วมกับความเป็นเผด็จการทางการเมือง ในระบอบเผด็จการจึงตกเป็นกำลังทางยุทธวิธีให้กับ ขบวนการแนวร่วม หากจะอธิบายให้กับคุณอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หรือ กองทัพก็คงไม่เข้าใจเพราะไม่เคยศึกษาเรื่องเหล่านี้
ผู้ทำแนวร่วมกับผู้ถูกทำแนวร่วม นั้น คนถูกทำแนวร่วมจะไม่เข้าใจว่าตัวเองเป็นแนวร่วม เพราะตัวแนวร่วมเป็นแค่นั่งร้าน เมื่อเสร็จสิ้นยุทธวิธีในขั้นตอนใดขั้นตอนหนึ่งแล้วก็จะทำลายทิ้งไป คนทำแนวร่วมจึงไม่ต้องบอกให้คนถูกทำแนวร่วมให้รู้ตัว คนที่ทำแนวร่วมจะประยุกต์ “ทฤษฎี” เข้ากับเหตุการณ์ในแต่ละเหตุการณ์ให้กับตัวแนวร่วมปฏิบัติอย่างมีหลักการและขั้นตอน โดยเฉพาะในกลุ่มนักเคลื่อนไหวทางการเมืองของประเทศไทย ที่มีการถ่ายทอดกันมาเป็นระยะเวลานาน ในช่วงการเคลื่อนไหวของพรรคคอมมิวนิสต์
ซึ่ง “ยุทธวิธี” ที่สำคัญที่จะทำให้อดีตพรรคคอมมิวนิสต์บรรลุยุทธศาสตร์ได้ ก็คือ ยุทธวิธีแนวร่วม และแนวร่วมชั้นดีที่สุด ก็คือ “ระบอบเผด็จการ ” ในความเป็นเผด็จการ ความไม่ยุติธรรมในด้านต่างๆ โดยเฉพาะทางการปกครอง นั้น จะเป็นแนวร่วมให้กับการต่อสู้ของพรรคคอมมิวนิสต์ในอดีต
ในสถานการณ์ขณะนี้เช่นเดียวกันกับการเคลื่อนไหว “แนวร่วมชั้นดี” ที่สุด ที่สามารถบรรลุยุทธศาสตร์ได้ ก็คือ “แนวร่วม และ ตัวแนวร่วม”ที่จะถูกทำได้ง่ายที่สุดก็คือ “ แนวร่วมจากกองทัพ ” เพราะการรัฐประหาร ครั้งที่แล้ว กองทัพได้ถูกทำ “ แนวร่วมแบบก้าวกระโดด” หลังจากสงครามกลางเมืองกับ พคท.สิ้นสุดไปแล้วหลายปี ครั้งนี้ถือว่าคนที่เคยเป็นคนเซ็นคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรีเพื่อยุติสงครามกลางเมือง ได้ถูกทำ “แนวร่วม” ชนิดแบบไม่รู้ตัว เพราะการทำลายบุคคลคนนี้ลงไปแล้ว ก็คือ หลักประกันแห่งยุทธศาสตร์ชัยชนะ เนื่องจากได้มีเครือข่ายสายงานที่มีอิทธิพล ในกลุ่มข้าราชการ เช่น ในกองทัพและ เครือข่ายธุรกิจ
การถูกทำแนวร่วม จึงเป็นแค่เครื่องมือให้ฝ่ายหนึ่งมีกำลังเคลื่อนไหว ซึ่งก็รู้ว่าฝ่ายเสื้อแดง หรือ ฝ่าย นปช. ไม่สามารถจะโค่นกองทัพได้และมีความจงรักภักดีไม่แพ้กลุ่มต่างๆในประเทศไทย
การใช้ “ยุทธวิธีแนวร่วม” จึงเป็นการหลอกใช้กำลังของอีกฝ่ายเคลื่อนไหว และหลอกใช้กำลังของอีกฝ่าย “ต่อต้าน” การเคลื่อนไหว ดังนั้น การต่อต้านกันของทั้งสองฝ่ายจึงเป็นกำลังยกกำลังสอง
ใน “ยุทธวิธี” หรือกำลังจริงๆ เพื่อจะโค่นกองทัพในภายหลัง นั้น การทำแนวร่วมกับกองทัพ นั้น ไม่ได้เป็นมิตรกับกองทัพเหมือนกับที่บางคนกำลังแกล้งยืนอยู่ข้างฝ่าย “กองทัพและแอบอิงสถาบัน” ซึ่งแท้จริงแล้วเป็นการยืนอยู่ข้างหรือแอบอิงเพียงแค่เอามาเป็นกำลังทางยุทธวิธีหรือเป็นแค่ผู้ที่ถูกทำแนวร่วม เท่านั้น หรือเพียงแค่เป็นเกราะกำบังชั่วคราว เพื่อไม่ให้ถูกทำลายและก่อนที่อีกฝ่ายจะยังไม่พังไป
เพราะในเหตุการณ์ความวุ่นวายและความรุนแรงที่เกิดขึ้นทั้งหมดของประเทศไทยนี้ เป็นเพียงภาพสะท้อนเหตุการณ์การชักใยที่มียุทธวิธีและยุทธศาสตร์ ที่แน่นอน ไม่ใช่เรื่องบังเอิญกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทั้งหมด แต่เป็นเรื่องที่มีขบวนการที่ทำให้เป็น ไม่ใช่อยู่เฉยๆจะเป็น
เพราะฉะนั้น ที่ “พลเอกชวลิต ยงใจยุทธ บิ๊กจิ๋ว” ได้ให้สัมภาษณ์ไปว่าเป็นการกระทำของกลุ่มบุคคลที่ชักใยให้เกิดเรื่องเลวร้ายในแผ่นดิน โดยเฉพาะกับกรณีคุณทักษิณ ชินวัตร เป็นเพียงแค่อีกกรณีหนึ่ง โดยที่พลเอกชวลิต ยงใจยุทธ ไม่สามารถจะบอกว่าเป็นใครได้ ก็คือ ขบวนการ ดังกล่าวนี้
แต่ถึงแม้จะได้มีการชี้ลงไปว่าเป็นใคร?กันแน่ที่ชัดใยทำให้เกิดปัญหาต่างๆนานา ที่มักจะเรียกว่าเป็นสองมาตรฐาน ก็ไม่ได้ทำให้สถานการณ์ดีขึ้น เพราะปัญหาของกลุ่มบุคคลที่ชักใยให้เกิดปัญหาในบ้านเมืองของเรา นั้น มี “ยุทธศาสตร์” ของเขาอยู่และมีการชักใยอยู่ทุกฝ่าย นั้นเอง ยกเว้น ฝ่ายประชาธิปไตยหรือขบวนการประชาธิปไตยที่ไม่มีการชักใยใน “ยุทธวิธี” นี้ เพราะฝ่ายประชาธิปไตยหรือขบวนการประชาธิปไตยไม่ได้ใช้ยุทธวิธีแนวร่วม
ซึ่งการใช้ยุทธวิธีแนวรวมเป็นยุทธศาสตร์ของขบวนการเผด็จการ เท่านั้น ไม่ว่าใน ขบวนเผด็จการซ้ายจัด, เผด็จการสาธารณะรัฐ, เผด็จการขวาจัด ต่างทำแนวร่วมซึ่งกันและกัน ทั้งๆที่ในเวลาปกติขบวนการเหล่านี้มีทัศนะทางความคิดคนละด้าน แต่พอช่วงนี้กับสามารถจับมือกันเคลื่อนไหวได้ ซึ่งไม่ใช่เรื่องแปลก เพราะ เขามองว่า “ระบอบเผด็จการ แพ้คอมมิวนิสต์” ใครที่มีหลักการที่เป็นวิทยาศาสตร์ฝ่าย นั้นจะเป็นฝ่ายชนะ
ตาม “ศิลปะแห่งการต่อสู้” หรือ อาร์ทออฟวอร์ แล้ว เรื่องนี้เป็นศาสตร์ชั้นสูงที่เข้าใจยาก น้อยคนนักที่จะเข้าใจเพราะมีจำกัดอยู่แต่ในขบวนการปฏิวัติต่างๆทั่วโลก เท่านั้น ที่ได้มีการสั่งสมมานานนับปีๆและรวบรวมเอามาจากการต่อสู้ในประเทศต่างๆทั่วโลก ทั้งล้มเหลวและประสบผลสำเร็จ
ถ้าจะชี้ชัดลงไปเลยว่า มัน คือ ใคร? ที่เป็นผู้ชักใยหรือผู้ที่อยู่เบื้องหลังแห่งความวุ่นวายในประเทศไทยของเราในเวลานี้แล้ว ก็ยากที่จะเจาะจงลงไปเป็นตัวบุคคลได้ หรือ ถึงแม้จะชี้ลงไปเลยว่าเป็นใคร คนที่ถูกชี้ลงไป นั้น ก็คงไม่ยอมรับและอาจถูกสวนกลับเอาง่ายๆ เพราะปัญหานี้เป็นเป็นเรื่องของ “แนวทาง ” การต่อสู้ทางการเมือง ซึ่งเป็นศาสตร์แขนงหนึ่งในการต่อสู้เพื่อบรรลุยุทธศาสตร์
แต่หากจะทำความเข้าใจได้ก็กลับไปศึกษาคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรีที่ 66/ 2523 ที่พลเอกเปรม ติณสูลานนท์ เป็นคนเซ็น ซึ่งคนที่สามารถอธิบายไว้เป็นรูปธรรมให้เห็น ก็จากหนังสือในคำอธิบายของพลเอกชวลิต ยงใจยุทธ แต่จะไปถามเรื่องนี้กับนายกอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะก็คงไม่เข้าใจเพราะไม่เคยศึกษานโยบาย ทางการเมืองตามคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรีที่ 66/2523 มาก่อน และไม่ได้เป็นบุคคลที่เคยต่อสู้กับพรรคคอมมิวนิสต์มาก่อน จึงเป็นได้แค่คนที่ถูกทำแนวร่วมและอยู่ภายใต้แนวร่วมกลับในทางยุทธวิธีการต่อสู้ เท่านั้น
เพราะฉะนั้น ที่พลเอกชวลิต ยงใจยุทธ ว่าไม่สามารถชี้ชัดว่าใครเป็นผู้ชักใย ก็เพราะมันเป็นขบวนการ ซึ่งสืบทอดกันเป็นทฤษฏีซึ่งฝังตัวอยู่ในรูปของความคิดทางการเมือง นั้นเอง ไม่ใช่บุคคลใดบุคคลหนึ่งที่สามารถฟันธงลงไปได้ |