เมนูหลัก
ผู้ดูแลระบบ
Vinaora Visitors Counter
mod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_counter
mod_vvisit_counterToday164
mod_vvisit_counterYesterday518
mod_vvisit_counterThis week2163
mod_vvisit_counterLast week3463
mod_vvisit_counterThis month4070
mod_vvisit_counterLast month14089
mod_vvisit_counterAll231043

Online (20 minutes ago): 18
Your IP: 38.107.191.86
,
Now is: 2010-09-09 10:35
??Date2??
ซ้ายจัด-ขวาจัด “แนวร่วม” ขบวนการ “เบื้องหลัง” แห่งความขัดแย้ง •PDF• •พิมพ์• •อีเมล•
•เขียนโดย Administrator•   
•วัน•พฤหัสบดี•ที่ 04 •มีนาคม• 2010 เวลา 09:44 น.•

หลังจากคำตัดสินของ ศาลฎีกา แผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง เมื่อวันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2553 ให้ยึดทรัพย์คุณทักษิณบางส่วน  พลเอกชวลิต  ยงใจยุทธ บิ๊กจิ๋ว ได้ออกมาชี้ลงไปว่า “ เป็นการชักใยของกลุ่มบุคคลบางกลุ่ม  ซึ่งก็บอกไม่ได้ว่าเป็นใครกัน?”  

ก็เลยทำให้หลายๆฝ่ายงงงัน สับสน ไปใหญ่ ไม่ใช่แต่ฝ่ายเดียวกันในพรรค เท่านั้น ที่มองว่าเป็น “ ฝ่ายอำมาตยาธิปไตย ”  ฝ่ายรัฐบาลและกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยก็มองว่าบุคคลที่ว่า คือ ฝ่ายอำมาตยาธิปไตย แน่นอน และออกมาโจมตี พลเอกชวลิต  ยงใจยุทธ เป็นรายชั่วโมงกันอย่างขนานใหญ่ ซึ่งอันที่จริงเป็นเพราะกลัวพลเอกชวลิต ยงใจยุทธ จะออกมาเผยโฉมหน้าขบวนการเหล่านี้ โดยเฉพาะฝ่ายรัฐบาล กับกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย  ที่ออกมาสวนว่า มันเป็นใคร ที่เป็นผู้ที่ชักใย ต้องบอกให้ชัดเจน

            ซึ่งคิดว่าเรื่องนี้อธิบายหรือชี้ลงไปอย่างไงคนพวกนี้ หรือ แม้แต่รัฐบาลและกองทัพก็ไม่เข้าใจ  เพราะไม่เข้าใจ “ยุทธศาสตร์ ”การเมืองของขบวนการต่างๆที่เคลื่อนไหวในประเทศไทยเวลานี้

            เมื่อไม่เข้าใจ “ยุทธศาสตร์ก็ย่อมไม่เข้าใจยุทธวิธี ”

            เมื่อไม่เข้าใจ “ ยุทธศาสตร์และไม่เข้าใจยุทธวิธี ” ก็ไม่สามารถแยกมิตรแยกศัตรูได้ เลยทำให้แต่ละฝ่ายมองกันเป็นศัตรู

กลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ชี้ไปว่ากลุ่ม นปช. หรือ กลุ่มคนเสื้อแดง เป็นศัตรู  คุณทักษิณ  ชินวัตร เป็นศัตรู  รัฐบาลเป็นศัตรู อำมาตยาธิปไตยเป็นศัตรู  การถูกทำให้มองกันแต่ละฝ่ายเป็นศัตรู  นี้หละ คือ  “ยุทธวิธี”  ที่สำคัญที่สุดเพื่อหลอกให้การเคลื่อนไหวของฝ่ายต่างๆเป็นกำลังเพื่อนำไปสู่ “ ยุทธศาสตร์ทางการเมือง” ซึ่งไม่ใช่ความขัดแย้งที่แท้จริง

ในยุทธวิธีแนวร่วม นั้น ก็เพื่อหลอกให้แต่ละฝ่ายเคลื่อนไหว ในเรื่องผลประโยชน์ ทางเศรษฐกิจและการเมืองในระบอบเผด็จการ ไม่ว่าด้านใด ด้านหนึ่ง นั้น คือ  “ยุทธวิธีแนวร่วม”  ซึ่งมีอยู่สองชนิด คือ “ แนวร่วมมุมกลับ กับแนวร่วมทางตรง ”

            ยุทธวิธีแนวร่วม ที่สามารถเป็นกำลังได้ดีที่สุดเพื่อบรรลุยุทธศาสตร์  ก็คือ การทำแนวร่วมกับความเป็นเผด็จการทางการเมือง ในระบอบเผด็จการจึงตกเป็นกำลังทางยุทธวิธีให้กับ ขบวนการแนวร่วม หากจะอธิบายให้กับคุณอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หรือ กองทัพก็คงไม่เข้าใจเพราะไม่เคยศึกษาเรื่องเหล่านี้

            ผู้ทำแนวร่วมกับผู้ถูกทำแนวร่วม นั้น คนถูกทำแนวร่วมจะไม่เข้าใจว่าตัวเองเป็นแนวร่วม  เพราะตัวแนวร่วมเป็นแค่นั่งร้าน เมื่อเสร็จสิ้นยุทธวิธีในขั้นตอนใดขั้นตอนหนึ่งแล้วก็จะทำลายทิ้งไป คนทำแนวร่วมจึงไม่ต้องบอกให้คนถูกทำแนวร่วมให้รู้ตัว คนที่ทำแนวร่วมจะประยุกต์ “ทฤษฎี” เข้ากับเหตุการณ์ในแต่ละเหตุการณ์ให้กับตัวแนวร่วมปฏิบัติอย่างมีหลักการและขั้นตอน โดยเฉพาะในกลุ่มนักเคลื่อนไหวทางการเมืองของประเทศไทย ที่มีการถ่ายทอดกันมาเป็นระยะเวลานาน ในช่วงการเคลื่อนไหวของพรรคคอมมิวนิสต์

            ซึ่ง “ยุทธวิธี” ที่สำคัญที่จะทำให้อดีตพรรคคอมมิวนิสต์บรรลุยุทธศาสตร์ได้ ก็คือ ยุทธวิธีแนวร่วม และแนวร่วมชั้นดีที่สุด ก็คือ “ระบอบเผด็จการ ”  ในความเป็นเผด็จการ ความไม่ยุติธรรมในด้านต่างๆ โดยเฉพาะทางการปกครอง นั้น จะเป็นแนวร่วมให้กับการต่อสู้ของพรรคคอมมิวนิสต์ในอดีต

             ในสถานการณ์ขณะนี้เช่นเดียวกันกับการเคลื่อนไหว “แนวร่วมชั้นดี” ที่สุด ที่สามารถบรรลุยุทธศาสตร์ได้ ก็คือ “แนวร่วม และ ตัวแนวร่วมที่จะถูกทำได้ง่ายที่สุดก็คือ  “ แนวร่วมจากกองทัพ ” เพราะการรัฐประหาร ครั้งที่แล้ว กองทัพได้ถูกทำ “ แนวร่วมแบบก้าวกระโดด”  หลังจากสงครามกลางเมืองกับ พคท.สิ้นสุดไปแล้วหลายปี ครั้งนี้ถือว่าคนที่เคยเป็นคนเซ็นคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรีเพื่อยุติสงครามกลางเมือง ได้ถูกทำ “แนวร่วม” ชนิดแบบไม่รู้ตัว  เพราะการทำลายบุคคลคนนี้ลงไปแล้ว ก็คือ หลักประกันแห่งยุทธศาสตร์ชัยชนะ เนื่องจากได้มีเครือข่ายสายงานที่มีอิทธิพล ในกลุ่มข้าราชการ  เช่น ในกองทัพและ เครือข่ายธุรกิจ

การถูกทำแนวร่วม จึงเป็นแค่เครื่องมือให้ฝ่ายหนึ่งมีกำลังเคลื่อนไหว ซึ่งก็รู้ว่าฝ่ายเสื้อแดง หรือ ฝ่าย นปช. ไม่สามารถจะโค่นกองทัพได้และมีความจงรักภักดีไม่แพ้กลุ่มต่างๆในประเทศไทย  

การใช้ “ยุทธวิธีแนวร่วม” จึงเป็นการหลอกใช้กำลังของอีกฝ่ายเคลื่อนไหว และหลอกใช้กำลังของอีกฝ่าย “ต่อต้าน” การเคลื่อนไหว ดังนั้น การต่อต้านกันของทั้งสองฝ่ายจึงเป็นกำลังยกกำลังสอง

ใน “ยุทธวิธี” หรือกำลังจริงๆ  เพื่อจะโค่นกองทัพในภายหลัง นั้น  การทำแนวร่วมกับกองทัพ นั้น ไม่ได้เป็นมิตรกับกองทัพเหมือนกับที่บางคนกำลังแกล้งยืนอยู่ข้างฝ่าย “กองทัพและแอบอิงสถาบัน”   ซึ่งแท้จริงแล้วเป็นการยืนอยู่ข้างหรือแอบอิงเพียงแค่เอามาเป็นกำลังทางยุทธวิธีหรือเป็นแค่ผู้ที่ถูกทำแนวร่วม  เท่านั้น หรือเพียงแค่เป็นเกราะกำบังชั่วคราว เพื่อไม่ให้ถูกทำลายและก่อนที่อีกฝ่ายจะยังไม่พังไป

เพราะในเหตุการณ์ความวุ่นวายและความรุนแรงที่เกิดขึ้นทั้งหมดของประเทศไทยนี้  เป็นเพียงภาพสะท้อนเหตุการณ์การชักใยที่มียุทธวิธีและยุทธศาสตร์ ที่แน่นอน  ไม่ใช่เรื่องบังเอิญกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทั้งหมด  แต่เป็นเรื่องที่มีขบวนการที่ทำให้เป็น ไม่ใช่อยู่เฉยๆจะเป็น

เพราะฉะนั้น ที่ “พลเอกชวลิต ยงใจยุทธ บิ๊กจิ๋ว”  ได้ให้สัมภาษณ์ไปว่าเป็นการกระทำของกลุ่มบุคคลที่ชักใยให้เกิดเรื่องเลวร้ายในแผ่นดิน โดยเฉพาะกับกรณีคุณทักษิณ ชินวัตร  เป็นเพียงแค่อีกกรณีหนึ่ง  โดยที่พลเอกชวลิต  ยงใจยุทธ ไม่สามารถจะบอกว่าเป็นใครได้ ก็คือ ขบวนการ ดังกล่าวนี้ 

            แต่ถึงแม้จะได้มีการชี้ลงไปว่าเป็นใคร?กันแน่ที่ชัดใยทำให้เกิดปัญหาต่างๆนานา ที่มักจะเรียกว่าเป็นสองมาตรฐาน  ก็ไม่ได้ทำให้สถานการณ์ดีขึ้น เพราะปัญหาของกลุ่มบุคคลที่ชักใยให้เกิดปัญหาในบ้านเมืองของเรา นั้น มี “ยุทธศาสตร์”  ของเขาอยู่และมีการชักใยอยู่ทุกฝ่าย นั้นเอง  ยกเว้น ฝ่ายประชาธิปไตยหรือขบวนการประชาธิปไตยที่ไม่มีการชักใยใน “ยุทธวิธี” นี้ เพราะฝ่ายประชาธิปไตยหรือขบวนการประชาธิปไตยไม่ได้ใช้ยุทธวิธีแนวร่วม

            ซึ่งการใช้ยุทธวิธีแนวรวมเป็นยุทธศาสตร์ของขบวนการเผด็จการ  เท่านั้น  ไม่ว่าใน ขบวนเผด็จการซ้ายจัด, เผด็จการสาธารณะรัฐ, เผด็จการขวาจัด ต่างทำแนวร่วมซึ่งกันและกัน  ทั้งๆที่ในเวลาปกติขบวนการเหล่านี้มีทัศนะทางความคิดคนละด้าน แต่พอช่วงนี้กับสามารถจับมือกันเคลื่อนไหวได้ ซึ่งไม่ใช่เรื่องแปลก เพราะ เขามองว่า “ระบอบเผด็จการ  แพ้คอมมิวนิสต์” ใครที่มีหลักการที่เป็นวิทยาศาสตร์ฝ่าย นั้นจะเป็นฝ่ายชนะ

ตาม “ศิลปะแห่งการต่อสู้”  หรือ อาร์ทออฟวอร์ แล้ว เรื่องนี้เป็นศาสตร์ชั้นสูงที่เข้าใจยาก น้อยคนนักที่จะเข้าใจเพราะมีจำกัดอยู่แต่ในขบวนการปฏิวัติต่างๆทั่วโลก เท่านั้น ที่ได้มีการสั่งสมมานานนับปีๆและรวบรวมเอามาจากการต่อสู้ในประเทศต่างๆทั่วโลก  ทั้งล้มเหลวและประสบผลสำเร็จ

 ถ้าจะชี้ชัดลงไปเลยว่า มัน คือ ใคร?  ที่เป็นผู้ชักใยหรือผู้ที่อยู่เบื้องหลังแห่งความวุ่นวายในประเทศไทยของเราในเวลานี้แล้ว ก็ยากที่จะเจาะจงลงไปเป็นตัวบุคคลได้ หรือ ถึงแม้จะชี้ลงไปเลยว่าเป็นใคร คนที่ถูกชี้ลงไป นั้น ก็คงไม่ยอมรับและอาจถูกสวนกลับเอาง่ายๆ  เพราะปัญหานี้เป็นเป็นเรื่องของ “แนวทาง ” การต่อสู้ทางการเมือง ซึ่งเป็นศาสตร์แขนงหนึ่งในการต่อสู้เพื่อบรรลุยุทธศาสตร์

แต่หากจะทำความเข้าใจได้ก็กลับไปศึกษาคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรีที่  66/ 2523  ที่พลเอกเปรม ติณสูลานนท์ เป็นคนเซ็น ซึ่งคนที่สามารถอธิบายไว้เป็นรูปธรรมให้เห็น ก็จากหนังสือในคำอธิบายของพลเอกชวลิต  ยงใจยุทธ แต่จะไปถามเรื่องนี้กับนายกอภิสิทธิ์  เวชชาชีวะก็คงไม่เข้าใจเพราะไม่เคยศึกษานโยบาย ทางการเมืองตามคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรีที่  66/2523  มาก่อน และไม่ได้เป็นบุคคลที่เคยต่อสู้กับพรรคคอมมิวนิสต์มาก่อน จึงเป็นได้แค่คนที่ถูกทำแนวร่วมและอยู่ภายใต้แนวร่วมกลับในทางยุทธวิธีการต่อสู้   เท่านั้น

เพราะฉะนั้น ที่พลเอกชวลิต  ยงใจยุทธ ว่าไม่สามารถชี้ชัดว่าใครเป็นผู้ชักใย ก็เพราะมันเป็นขบวนการ ซึ่งสืบทอดกันเป็นทฤษฏีซึ่งฝังตัวอยู่ในรูปของความคิดทางการเมือง นั้นเอง ไม่ใช่บุคคลใดบุคคลหนึ่งที่สามารถฟันธงลงไปได้

 


 


•ลิขสิทธิ์ © 2010 เส้นทางออนไลน์. สงวนไว้ซึ่งสิทธิทั้งหมด.
Joomla! เป็นซอฟท์แวร์เสรีภายใต้ลิขสิทธิ์ GNU/GPL License.
เว็บนี้ขับเคลื่อนด้วย จูมล่าลายไทย


icq