Main Menu
Home
ข่าวอัพเดทรายวัน
เส้นทางเศรษฐกิจ
นิตยสารเส้นทางไทย
ผู้นำท้องถิ่นดีเด่น ปี 2549
องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น
ค้นหาข้อมูล
Contact Us
จำนวนผู้เข้าเยี่ยมชม
ผู้เยี่ยมชม: 9773

 

Home ข่าวอัพเดทรายวัน วัฒนธรรมแห่งสงครามกับวิกฤติสุขภาพ

เขียนโดย Administrator   
          นี่คือ ผลโดยตรงของคนที่หลงอยู่ในโลกของสงคราม  กล่าวแบบพุทธๆว่า สงครามนี่แหละ คือ ที่มาแห่งความทุกข์ ทุกข์ เพราะถูกผู้คนประณามว่าเป็น คนเลวร้าย ทุกข์ เพราะต้องเป็นผู้แพ้ 

          ทุกข์ เพราะความกลัวว่าอีกฝ่ายหนึ่งจะปองร้าย หรือ ตามฆ่า ยารักษาโรคแบบตะวันออกคือ ต้องหนีออกจากโลกของสงคราม และใจต้อง ปล่อยได้ และวางเป็น  แต่คำๆ นี้ ไม่ง่ายเลยสำหรับคนในยุคปัจจุบัน พูดได้  คิดได้  แต่ปฏิบัติไม่ได้  คิดแบบเต๋า เต๋าจะมอง กองทุกข์ทั้งหมด คือพลังที่มีค่าที่สุด เป็นพลังที่สามารถปลดปล่อยชีวิตได้  
          คนที่ทุกข์หนักมาก จึงมีโอกาสสำคัญและยิ่งใหญ่ที่สุดในชีวิต นั่นคือ การเปลี่ยนวิถีคิด วิถีชีวิต และสร้างสรรค์ชีวิตที่งดงามใหม่  แต่ผู้คนน้อยนักที่จะพบทางออก ผู้พบทางออก จะสรุปไม่ต่างกัน  อย่างเช่น  ดีใจ ที่ได้ป่วยเป็นโรคมะเร็ง  หรือ ดีใจ ที่ได้ป่วยเป็นโรคเอดส์   บางคนสรุปว่า หลังจากการล้มป่วย เขาพบว่า เขาได้เดินทางผิดมาตลอดชีวิต  ถ้าไม่ป่วยหนักเจียนตาย ไม่มีทางเลยที่เข้าใจ ชีวิต และพบเส้นทางที่ถูก วันก่อนไปเยี่ยมเพื่อนที่ป่วยเป็นมะเร็ง เพื่อนบอกให้ช่วยสอนเรื่อง วิธีนั่งสมาธิ และวิชาชี่กง

          เจอเพื่อนคนนี้ทำให้ผมคิดถึงเพื่อนอีกคนหนึ่งที่เสียชีวิตไปแล้วด้วยโรคมะเร็ง  เพราะทั้งสองคนช่างคล้ายกันเหลือเกิน เธอทั้งสองเป็นนักต่อสู้ที่หลงอยู่ในโลกของสงครามทั้งคู่ เพื่อนที่เสียชีวิตไปแล้ว ในช่วงที่ล้มป่วย ได้เขียนหนังสือออกมาเป็นเล่มชื่อ มะเร็งต้องสู้ ผมเขียนงานเล็กๆ เป็นบทความชื่อว่า มะเร็งต้องไม่สู้ แต่เธอก็ยังคิดสู้ และต้องเอาชนะ  หลังจากทำ คีโม มาครั้งหนึ่งแล้ว  เธอเองได้ตัดสินใจทำ คีโม อีกครั้งหนึ่ง
หวังว่าจะหายขาดจากโรคนี้ได้  แต่แล้ว......ก็จากไป

          เรื่องนี้ทำให้ผมตระหนักรู้ว่า ยากนัก...ที่จะทำให้ผู้คนเปลี่ยนความคิด ความเชื่อได้   นักต่อสู้ หรือที่เราเรียกว่า นักเคลื่อนไหว คนเหล่านี้ทำงานไม่หยุดไม่หย่อน จนไม่มีเวลาพัก ถือว่า งานเพื่อสังคม คือชีวิต จะต้องอุทิศ  งานที่หนักที่สุดคือ การประชุม ประชุม และก็ประชุม  หรือพูดง่ายๆว่า เครียด และเครียด และก็เครียด  ยิ่งช่วงเคลื่อนไหวใหญ่ ยิ่งเครียดมาก ยิ่งเคลื่อนไหวแล้ว แพ้ ยิ่งสุดๆ...เครียด เพราะทุกคนจะวิจารณ์กัน หรือกล่าวโทษกัน อย่างไม่ไว้หน้ากัน กาย และใจ  จึงกลายเป็นที่ชุมนุม และที่สะสมความเครียด คนที่ทำงานเหล่านี้ จะไม่สนใจเรื่องของกายเลย  และประณามทุกคนที่สนใจ

       ยกตัวอย่างง่ายๆ ผมเล่นกีฬาเป็นประจำ ก็จะถูกถากถางอย่างรุนแรง จากนักกิจกรรม ราวกับว่าการเล่นกีฬาเป็นความชั่วร้าย   นักกิจกรรม ถ้าเป็นผู้ชาย หลังเลิกประชุม ก็จะดื่มเหล้า เพื่อลดหรือคลายความเครียด นักกิจกรรมจำนวนมากจึงติดเหล้า   แต่ถ้าเป็นผู้หญิง จะลำบากมาก เพราะ ผู้หญิงส่วนใหญ่ไม่กินเหล้า จึงไม่รู้ว่า จะหาทางแก้เครียดได้อย่างไร  จะไปเล่นกีฬา ก็ไม่มีเวลา และถือว่าไม่สำคัญ  จุดจบก็คือ โรคมะเร็ง

          กล่าวอย่างสรุปก็คือ คนเหล่านี้หลงทำสงครามกับ กาย  และสร้างความเครียดแก่ ใจ ของตนเองมายาวนาน           พอล้มป่วยเป็นมะเร็งก็จะโทษไอ้ตัวมะเร็ง ยกความผิดทั้งหมดให้ไอ้ตัวมะเร็ง หรือไม่ก็โทษสภาพแวดล้อม และอาหารที่กิน 

          บางคนหลังจากป่วย ก็เริ่มหันมาสนใจเรื่องกายกับใจบ้าง แต่มักให้ความสนใจเรื่อง ใจ มากกว่าเพราะมักจะเชื่อกันแบบพุทธ ว่า จิตเป็นนาย กายเป็นบ่าว

            จะแก้โรคด้วย จิต  ก็ใช้วิธีนั่งสมาธิคนที่นั่งสมาธิ บางคนถลำลึกไปเชื่อแบบโยคีว่า  กาย คือ รากที่มาของกิเลส หรือ ความอยาก เราจึงต้องควบคุม เอาชนะความยากของกายให้ได้ 

          จึงเปิดโลกของสงครามใหม่ขึ้นระหว่าง ใจ กับ กาย บางสายก็เชื่อว่า จะบรรลุได้ ต้องนั่งสมาธิแบบสุดๆ  บางครั้งก็นั่งกันทั้งวัน เป็นแรมเดือน โดยไม่คำนึงถึงสภาพร่างกาย

          ก่อนที่จะพูดเรื่องสมาธิ  ผมถามเพื่อนว่า มีอะไรอยากจะตั้งเป็นคำถามก่อนไหม เพื่อนที่ล้มป่วยเป็นมะเร็ง ถามว่า กายป่วย แต่ใจไม่ป่วย จะทำได้อย่างไร

            ผมตอบเพื่อนว่า โรคส่วนใหญ่ก่อเกิดจากใจ  ใจที่ตกหลงอยู่ในโลกของสงคราม และความเครียด  คนดีๆ ที่หลงอยู่ในโลกของสงคราม และโลกที่ต้องเอาชนะ จะเป็น พวกแบกโลก แบกโลกไว้ทั้งใบ จะหายจากโรคได้ ก็ต้องทิ้งโลกทั้งใบที่แบกไว้ก่อน ผมหยุดนิ่งนิดหนึ่ง แล้วกล่าวต่อว่า

           พอล้มป่วย บางคน ใจ ก็ยังหลงติดอยู่ในโลกของสงครามอีก จึงคิดว่า ต้องฆ่า ต้องทำลาย สิ่งที่คุกคามเราให้ได้อย่างเร็วที่สุด

            ใจจึงมีแต่ กังวล และคิดเฉพาะเรื่อง เอาชนะ และการฆ่า การทำลายยิ่งเราคิดว่า เราป่วยหนัก เป็นมะเร็งขั้นร้ายแรง เป็นตายเท่ากัน ตลอดเวลา ความกลัวและความเครียดก็จะซ่อนลึกอยู่ภายใน ใจ โอกาสที่จะหาย ยิ่งยาก สภาวะ ใจ เช่นนี้  ยิ่งป่วยหนักกว่ากายเสียอีก 

          คนที่ล้มป่วยเป็นโรคมะเร็ง จึงต้องหันมาเรียนเรื่องสมาธิ เพื่อเรียนรู้การสร้างความ สงบ เย็น ขึ้น กลางใจ ความสงบเย็นนี้คงคล้ายๆกับเวลาที่เราหลับฝันหวาน ช่วงหลับฝันหวานเราจะลืมไปว่า เราป่วยนี่คือ สภาวะของใจที่ไม่ป่วย 

          ผมขยายต่อว่า แต่ที่จริง  กาย และใจ แยกกันไม่ได้  ดำรงอยู่อย่างเป็นหนึ่งเดียวกัน เวลาที่จิตใจเราสามารถโยนทิ้งโลก โยนทิ้งสงคราม โยนทิ้งความกลัว โยนทิ้งความกังวลได้  ใจเราก็จะเริ่มฝันหวานได้ ถ้าเราสามารถฝึกทำใจให้เบ่งบาน มีชีวิตชีวา  เมื่อใจเบิกบาน กายจะพลอยรู้สึกสบายไปด้วย การฝึกสมาธิ จึงมีผลอย่างสำคัญต่อการรักษาโรคมะเร็ง

          การฝึกสมาธิจะต้องทำทั้งด้านกาย และใจ  โดยทำใจเบ่งบาน มีชีวิตชีวา และทำให้ร่างกายแข็งแรงในเวลาเดียวกันด้วย ผมยกตัวอย่างว่า การเข้าใจความสำคัญเรื่อง กายและใจเป็นหนึ่ง นี้ ชาวเต๋า พระเซน อย่างเช่นที่วัดเส้าหลิน จะให้ความสำคัญอย่างมาก   ชาวเต๋า และพระเส้าหลินจะต้องฝึกให้ร่างกายแข็งแรงตลอด  และต้องฝึกทุกวัน เพราะถือว่า ร่างกายเป็นฐานพลังของชีวิต และขณะเดียวกัน ก็ฝึก จิตใจ โดยการนั่ง เดิน และนอนสมาธิ เพื่อให้จิตใจมีพลัง  และแน่วแน่ 

          ประสานพลังกาย และใจ เป็นหนึ่ง คือหลักพื้นฐานของวิชาพลังภายในของทั้งเต๋า และเซน เพื่อนคนหนึ่งที่ฟังอยู่ด้วยถามว่า  คนทั่วไป  ถ้าไม่ล้มป่วย ต้องฝึกทำสมาธิด้วยหรือ  ผมตอบว่าสมาธิมีประโยชน์หลายอย่าง และมีนับพันๆแบบ  คนที่ทำสมาธิก็ทำด้วยจุดประสงค์แตกต่างกันไป  บางคนเชื่อเรื่องนิพพาน ก็จะทำไปเพื่อบรรลุนิพพาน 
แต่ถามผมว่าทำไมผมฝึกทำสมาธิทั้งๆที่ไม่ป่วยเป็นอะไร ผมขอตอบแบบเต๋าๆว่า   

          ชีวิตมนุษย์นั้น เริ่มต้นจากการเป็นเด็กเล็กๆ น่ารัก น่าเอ็นดู มีจิตใจที่สงบเย็น ชอบเล่นสนุกเป็นฐานกำเนิด แต่พอเราโตขึ้น เราเปลี่ยนไปอย่างตรงกันข้าม เพราะเราถูกครอบด้วยอวิชชา ตัณหา อุปาทาน ชีวิตจึงหลงอยู่ในโลกของอัตตา โลกของสงคราม โลกที่ต้องต่อสู้ เอาชนะ 

          การทำสมาธิ คือ การหวนกลับไปหาธรรมชาติดั้งเดิม หรือความเป็นเด็กที่น่ารักอีกครั้งหนึ่ง  มีฝรั่งท่านหนึ่งที่ฝึกทำสมาธิมาหลายปี  ท่านสรุปสั้นๆว่า    It is like coming home How to สมาธิ

          คนไทยโดยทั่วไป เวลาคิดถึงสมาธิ จะเข้าใจสมาธิ ในนิยามหรือ การให้ความหมายแบบพุทธ ผมเองก็เคยเขียนเรื่อง สมาธิแบบพุทธ ไว้บ้าง อย่างเช่นเรื่อง สมาธิยิ้ม แต่สำหรับงานนี้ ผมจะเสนอสมาธิแบบเต๋า และเซน
อะไรคือ สมาธิแบบเต๋า

          สมาธิแบบเต๋า เริ่มจากการเรียนรู้ว่าชีวิตมีจังหวะ และเคลื่อนตัวไปอย่างมีจังหวะ เราจึงต้องรู้เรื่อง จังหวะ หรือ เวลาของชีวิต จังหวะที่สำคัญ มี ๒ แบบคือ ตึง(เครียด) และ หย่อน หรือพูดให้ง่ายๆ ก็คือ จังหวะในการทำงาน และการพักผ่อน สมาธิแบบเต๋าถือว่า ขบวนการพักผ่อนทั้งหมด ไม่ว่าแบบใด เป็นส่วนหนึ่งและคือส่วนสำคัญของการทำสมาธิด้วย  พูดแบบเต๋า เราต้องเข้าใจว่า  ชีวิต คือ การเต้นรำ  เราต้องรู้จังหวะ และเต้นไปตามจังหวะอย่างสนุกสนาน

          ชีวิตแบบเต๋า เมื่อมีตึงก็ต้องมีหย่อน เมื่อมีหย่อนก็ต้องมีตึง เวลาจึงสำคัญมาก แต่เวลาที่สำคัญที่สุดคือ เวลาแห่งการพักผ่อน หรือการนอน การกิน การฟังเพลง การเดินเล่น และการท่องเที่ยว
เวลาพักผ่อนเหล่านี้ จะถูกจัดเป็นส่วนที่สำคัญของชีวิต มีค่าพอๆกับเวลาทำงาน หรือถือว่า หากเราพักผ่อนไม่พอ หรือไม่เป็น เราก็จะทำงานได้ไม่ดี

          เวลาที่สำคัญที่สุดคือ เวลานอนหลับ เพราะเป็นช่วงที่ร่างกายพักผ่อน และระบบภายในจะทำงาน ซ่อมแซมสุขภาพของตัวเอง คนไม่สบาย ต้องเข้าใจค่าอย่างสูงยิ่งของ เวลา นอน เพราะนี่คือ ยารักษาโรค ที่สำคัญที่สุด เต๋าจะนอน ๒ ครั้งต่อวัน กล่าวคือ นอนกลางคืน และกลางวันด้วย ชาวเต๋า สอนว่าต้องนอนประมาณ ๓ ทุ่ม เพราะช่วงนี้ ระบบภายในร่างกายจะเริ่มการทำงานซ่อมแซมสุขภาพภายในชาวเต๋ามักจะตื่นแต่เช้า เพื่อรับความสดชื่นในช่วงเช้า  และมีเวลาให้สำหรับ ฝึกชี่กง หรือ รำไทเก็ก ก่อนไปทำงาน

          หลักหัวใจคือ ต้องนอนอย่างมีความสุข สงบอย่างยิ่ง
          จะทำได้อย่างไร ถ้าเป็นช่วงนอนกลางวัน  อาจจะใช้การสร้างจินตภาพ  สร้างภาพว่า กำลังนอนอยู่ชายทะเล ใช้แอร์แทนลมก็ได้ จินตภาพว่า ลมทะเลกำลังไหลผ่านร่างกาย เป็นช่วงๆ จนทำให้กาย และใจมีความสุข กระจายสุขไปทั่วร่าง แล้วเราก็จะหลับอย่างมีความสุข

          ช่วงกลางคืน ก่อนนอนเราต้องอาบน้ำ เพื่อคลายเครียด  บางคนก็ใช้น้ำอุ่น แบบค่อนข้างร้อน หรือ น้ำที่ร้อนจัดแบบญี่ปุ่น หลักสำคัญเวลาอาบน้ำก็คือ เรียนรู้ที่จะหยุดคิด คิดเฉพาะว่า น้ำกำลังไหลผ่านกาย และได้นำเอาความเครียดจากกายไหลไปกับสายน้ำ บิดขี้เกียจเล็กน้อย เพื่อคลายความตึงของร่างกาย หลังจากนั้น ก็นั่งฟังเพลง(เบาๆ) และจิบน้ำชา สักพัก ก่อนนอนก็นั่งสมาธิยิ้มสักพักใหญ่  ทำได้ถึงขั้นปีติ และสุขแล้ว จึงนอน ก่อนนอน อย่าลืมแผ่ปีติสุขไปให้คนอื่นๆ และธรรมชาติที่อยู่รอบตัว

          ทุกช่วงเวลาที่พักผ่อน(ไม่ใช่เวลานอนเท่านั้น)  ต้องพักผ่อนอย่างมีความสุข สุข และสงบเย็นมากๆ  ดังนั้น ชาวเต๋าจะประณีตมากในช่วงพัก เช่น จะนอนอย่างไร จึงหลับอย่างมีความสุข จะดื่มชาอย่างไร จึงจะมีความสุข จะฟังเพลงแบบไหน จะเล่นกีฬาอะไร จึงสนุก 

          เวลาที่สำคัญรองจากเวลาพักผ่อนคือ ช่วงเวลาก่อนทำงาน ถ้าโดยทั่วไปก็คือ เวลาตื่น และออกกำลังกาย  ช่วงนี้ถือว่าเป็นช่วงเดินพลัง(ภายใน)  และสร้างจิตใจที่สดชื่น มีพลัง  เริ่มจากเวลาตื่น อย่ารีบลุกจากเตียง ใช้จิตสัมผัสกายก่อน เมื่อพบว่ามีจุดตึง ให้บิดขี้เกียจ เพื่อแก้จุดตึง อาจจะเริ่มจากบิดปลายเท้า บิดเอว 
ลองคิดถึงภาพแมวหรือสุนัขบิดขี้เกียจ เราก็จะทำได้ เวลาบิดต้องหายใจยาวๆ รู้จักกลั้นหายใจและผ่อนลมหายใจไปพร้อมกับการเคลื่อนตัวไปช้าๆ

          เมื่อลุกมานั่ง ก็ไม่รีบยืน นั่งบิดไปบิดมาช้าๆ  สักพักจึงยืน เมื่อยืนขึ้น ก็ไม่ให้รีบเดิน หมุนเอว หมุนคอ ใช้มือตบท้ายทอย และร่างกาย แล้วจึงเริ่มเดิน  ทุกครั้งที่บิดขี้เกียจ ใจต้องมีความสุขกับการบิดขี้เกียจ โดยเอาใจไปผูกติดกับช่วงผ่อนลมหายใจ ราวกับว่าเวลาบิดเราเอาความตึงออกไป  บิดเอาความเครียดออกไปด้วย  

          หลังจากนั้น ก็นั่งสมาธิ โดยใช้แสงตอนเช้าเป็นศูนย์ของสมาธิ จินตภาพว่า ตัวเราเป็นแสง ไม่ต่างจากแสงสว่างยามรุ่งเช้า ใช้มือทั้งสองอุ้มก้อนแสง ผ่านสมอง ผ่านหน้าอก และมารวมศูนย์พลังที่หน้าท้อง
ในเวลาเดียวกัน ก็สูบลมหายใจเต็มปอด กลั้นลมไว้สักนิด แล้วปล่อยลมออกจากปาก พร้อมทั้งส่งเสียงออกมา เพื่อปล่อยความเครียดจากภายในออกมา ทุกครั้งที่ปล่อยลมออก  ก็จินตภาพว่า ลมไปรวมศูนย์ที่ท้อง ก่อนที่จะผ่อนลมออก  ทำไปสักพัก ช่องท้องจะร้อนขึ้น และฝ่ามือสองข้างก็จะร้อนขึ้น  

          ความร้อนนี้เองคือที่มาของ พลังชี่  ถ้าถามว่า อะไรคือ พลังชี่ แบบเต๋า  ผมอยากให้นึกถึง ภาพเต๋าที่เป็นภาพวงกลม ที่มีปลา ๒ ตัว นอนขดกัน ปลาตัวหนึ่ง เรียกว่า หยาง อีกตัวหนึ่ง เรียกว่า หยิน  การฝึกชี่กงก็จะมีท่าอุ้มลูกบอล และหมุนมือทั้งสองข้างประกบกัน  ที่แท้ลูกบอลนี้คือ ลูกบอลเต๋า ที่มีพลังหยางกับหยินประกบประสานกันเป็นก้อนกลม นั่นเอง

          เต๋าเชื่อว่า เมื่อพลังหยางกับหยินประสานกันอย่างได้ดุล โดยหยินเป็นหลักหยางเป็นรอง การก่อเกิด การพัฒนาพลังภายใน ก็เริ่มต้นขึ้น  เต๋าเชื่อว่า ชีวิตคือ พลัง ที่มีหยางกับหยินประสานกัน  นี่คือที่มาของคำว่า ชี่กง หรือกล่าวได้ว่า พลังชี่ของเต๋า ก็คือ พลังที่เป็นรากฐานของชีวิตนั่นเอง 

          ที่กล่าวข้างต้นคือ วิธีการสร้าง และปลุกพลังชี่ที่อยู่ภายในอย่างง่ายๆ แบบเต๋า
ถ้าสนใจเรื่อง ท่าอุ้มลูกบอล และการขยายพลังโดยใช้ฝ่ามือ ขยายเข้าออก ลองหาอ่านได้จากงานของท่านอาจารย์ สันติ และอาจารย์ชี่กง สำนักต่างๆ   เมื่อเราเดินพลังชี่เป็น และสามารถสร้างพลังที่ฝ่ามือได้ พลังนี้จะสามารถช่วยรักษาโรคได้

          การปลุกพลังชี่อีกแบบหนึ่ง คือการบริหารเส้นพลัง กล่าวคือ ร่างกายเราจะเต็มไปด้วย เส้น พลัง ทุกอวัยวะสำคัญของร่างกาย จะมีเส้นพลัง เชื่อมต่อทั้งหมดจากจุดหนึ่งไปยังอีกจุดหนึ่ง   เราต้องดึงเส้นพลังเหล่านี้ ให้ยึดขึ้น อย่างเช่น เส้นพลังหัวใจ จะเชื่อมตรงจากหัวใจมาที่ปลายนิ้วมือ  ท่าบริหารก็ง่ายๆ  แค่แผ่ขยาย แขน และมือทั้งสองข้างออกไปด้านหลังจนสุด  เราก็จะยึดเส้นพลังหัวใจได้  

          เรื่อง พลังชี่ และเส้นพลังนี้ มีตำราอยู่หลายเล่ม ลองหาอ่านดูได้  อย่างเช่น งานเรื่อง Shiatsu ของ Ray Pawlett  (ผมคงไม่ลงในรายละเอียด)     แต่ต้องเข้าใจว่า ชาวเต๋า ถือว่าการฝึกชี่กง หรือการฝึกไทเก็ก ในตัวเองก็คือ การฝึกสมาธิแบบหนึ่ง ซึ่งจัดว่าเป็น สมาธิเคลื่อนที่ เวลาผมสอนเพื่อนๆ เรื่อง สมาธิ ผมจะบอกเคล็ดลับว่า
สมาธิกลางคืน กับช่วงเช้า จะแตกต่างกัน สมาธิในช่วงก่อนนอนนั้น จะใช้พลังลมซึ่งเย็น และหน้าอกเป็นฐาน เน้นความเย็นสบายจากลม  เป้าหมายคือ กาย และใจ ที่สงบเย็นและปีติสุข  

          ส่วนสมาธิช่วงเช้านั้นจะใช้แสงแดดเป็นฐาน ศูนย์คือท้อง  เป็นสมาธิปลุกพลังภายใน หรือ ชี่  เป้าหมายคือ การทำให้ทั้งกาย และจิตที่มีพลัง ร่าเริง และแจ่มใส(พร้อมที่จะทำงาน)

          ฐานพลังของเต๋า คือ กายกับใจเป็นหนึ่ง หยางกับหยินเป็นหนึ่ง และเรากับธรรมชาติเป็นหนึ่ง เคลื่อนพลังไป ยิ้มไป และเคลื่อนไปอย่างเบิกบาน  ราวกับว่า พลังชี่ กับ จิตใจ สดใสและเบิกบาน เคลื่อนไปด้วยกันตลอดเวลา

          บางคนฝึกพลังชี่ แม้จะดูแข็งแรง แต่แก่ไว ผมขาวเร็ว หรือปวดหัวอย่างแรง เนื่องจากจิตใจของเขาเอาจริงเอาจังเกินไป และไม่รู้วิธีสร้างพลังใจที่สดใส มีชีวิตชีวา ในเวลาเดียวกัน เวลาทำงาน เราควรเริ่มงานด้วยความรู้สึกสุข หรือ สนุก  ที่เราไม่เคยรู้สึกสุข กับสนุกเลย  สาเหตุหนึ่งคือ เราคิดว่า ชีวิตคือการต่อสู้ เราจึง จริงจัง มากจนเกินไป

          เต๋าสอนตรงกันข้ามว่า ชีวิตคือ การเต้นรำ เคล็ดลับของชีวิตคือ การเข้าใจจังหวะชีวิตเท่านั้น แล้วเต้นไปตามจังหวะอย่างงดงาม วิธีแก้ง่ายๆคือ ก่อนทำงานก็ต้องแต่ง จิตใจ ก่อน เริ่มจากหายใจยาวๆ ระบายความเครียดทิ้ง บิดขี้เกียจสักพัก เพื่อระบายความเครียดทางกายทิ้ง ทำจิตให้ร่าเริง แล้วจึงเริ่มทำงาน
แบ่งเวลางานเป็นช่วงสั้นๆ  มีพักเป็นระยะ ระยะ ทุกช่วงพัก ก็หันกลับมาหายใจยาว  ระบายความเครียดออกไป บิดขี้เกียจเพื่อระบายความเครียดทางกายทิ้ง
          ทั้งหมด คือ How to ในการดำเนินชีวิต แบบเต๋าๆ
สมาธิแบบค่อนข้างลึกๆ สักหน่อย
งานเขียนชิ้นนี้ ความจริงแล้ว ผมจะพูดเฉพาะ เต๋า แต่เผอิญเต๋ากับพุทธมีจุดเชื่อมกันที่พุทธมหายานเรียกว่า เซน
          ผมเลยขอกล่าวถึงเรื่องพุทธ สักหน่อย
          ความจริง เต๋าก็มีสมาธิแบบของเต๋าเหมือนกัน แต่สมาธิแบบเต๋าจะได้อิทธิพลมาจากสมาธิแบบพุทธ(เซน) ผมจึงคิดว่า น่าจะกล่าวถึงสมาธิแบบเซน จะดีกว่า
ช่วงที่ผ่านมา หลานชายผมไปฝึกสมาธิจากวัดแห่งหนึ่ง เผอิญหลานรู้ว่าผมเขียนเรื่อง สมาธิยิ้มแบบมหายาน จึงถามว่า 
            สมาธิแบบมหายาน กับหินยานต่างกันอย่างไร
            เล่นเอาผมชะงัก หยุดคิดสักพักใหญ่ เพื่อจะหาทางอธิบาย แบบง่ายๆ และสั้นๆ
          ผมเริ่มจาก ให้ลองพิจารณาดูพระพุทธรูปที่เราสร้าง กับพระแบบจีน อย่างเช่น กวนอิม และพระสังฆกัจจาย์ ก็จะเห็นความแตกต่าง กวนอิม และพระสังฆกัจจาย์ จะมีรอยยิ้มที่ปาก และพระสังฆกัจจาย์  จะนั่งหัวเราะ ส่วนพระพุทธรูปแบบหินยานจะนั่งนิ่งสงบ ไม่มีรอยยิ้มจุดนี้คงจะช่วยให้เราเข้าใจความต่างระหว่าง สมาธิ ๒ แบบ ค่อนข้างได้ดี  แต่ใครจะฝึกแบบไหนนั้น ก็คงต้องนานาจิตตัง หรือลองฝึกทั้ง ๒ ทางก็ได้ ผมเองจะชอบแบบมหายานมากกว่า
          การฝึกแบบหินยาน จะเริ่มจากการฝึกสติ เรียกว่า การเจริญสติ  เริ่มปฏิบัติจากการตามลมหายใจ สติต้องเกาะอยู่กับลมหายใจเข้า-ออก หรือไม่ก็ใช้การเคลื่อนไหวของกาย อย่างเช่น มือ (แบบหลวงพ่อเทียน) สติต้องจับที่มือ ที่เคลื่อนไปบางทีก็ฝึกสมาธิแบบเดิน เพื่อตามรู้ว่า เราก้าวเท้าอย่างไร ไปทางไหน รู้หมดทั้งนอกทั้งใน นอก คือรู้การเคลื่อนไปของกาย  และรู้ ใน คือรู้กายว่าการก้าวเดินไป ส่งผลกระทบภายในกาย อะไร
          เมื่อฝึกสติจับไปที่กายเสร็จแล้ว ก็เอาสติ จับจิตใจของตัวเอง ตามเฝ้ามอง และดูความคิด เช่น รัก เกลียด สงบ ไม่สงบ สบายใจ ไม่สบายใจ
          การฝึกสตินี้มีเจตนาเพื่อจะสร้างตัว สติ ขึ้นมาเพื่อรู้ทันความคิด โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การคิดปรุงแต่ง หรือภาษาพระเรียกว่า สังขาร

          ผู้มีสติที่เข้มแข็งจะตระหนักรู้ว่า เรา คิดปรุงแต่ง อะไรทุกขณะที่เกิดการสัมผัสทางตา ทางหู ทางจมูก ทางลิ้น ทางกาย และทางใจ

          อย่างเช่น เวลาหญิงสาวสวยเดินมา จิตจะเริ่มปรุงแต่ง  สติจะจับรู้ทันที  เมื่อสติจับรู้ทันที การปรุงแต่งก็จะไม่เกิดขึ้น  หรือ เวลาเรากำลังกินอาหาร และกำลังหลงรสความอร่อยของอาหาร  สติก็จะจับรู้ทันที การปรุงแต่งหรือ การติดหลงก็จะไม่เกิดขึ้น 

          เมื่อการปรุงแต่งไม่มี บรรดากิเลสตัณหา (โลภ โกรธ หลง) ก็จะดับสิ้นไป หรือไม่เกิดขึ้น หรือเกิดขึ้นแล้ว ก็ดับได้ทัน ดับตัณหาได้ ก็จะดับที่มาแห่งทุกข์ได้  

          เคล็ดลับของสมาธิแบบนี้คือ เราต้องอยู่ในสภาวะปัจจุบัน(ที่สั้นที่สุด)เสมอ  อย่าไปสนใจ อดีต หรือ อนาคต  และต้องฝึกจนสติคมกล้าจริงๆ  หรือ สติตื่นรู้ตลอดเวลา (ทุกขณะ ที่เป็นปัจจุบัน)

          การฝึกแบบนี้ มีจุดอ่อนอยู่บ้าง ตรงที่อาจจะเกิดสงครามลึกๆ ภายในตลอดเวลา เพราะสติจะต้องทำหน้าที่ต่อสู้กักขังกิเลสตัณหาตลอดเวลา 

          ส่วนสมาธิแบบมหายาน มีหลายสายมาก ส่วนใหญ่ เริ่มจากการฝึกสติก่อนเหมือนกัน แต่จะไม่ฝึกในห้องแบบหินยาน  ต้องไปนั่งอยู่กับธรรมชาติ เช่น ตามป่าเขา หรือในสวน

          เริ่มเอาสติมาจับความสัมพันธ์ระหว่างตัวเรากับธรรมชาติ อย่างเช่น เริ่มที่ลม
ลมที่ไหลมากระทบกาย และไหลเข้ามาในจมูก และปอด  เรียกว่า ใช้สติจับรู้ความสัมพันธ์ระหว่างกาย(ใน)กาย หรือพูดง่ายๆคือ การเรียนรู้ว่าที่แท้แล้วกายเราเป็นส่วนหนึ่งของกายธรรมชาติอย่างแยกออกจากกันไม่ได้ 

          อะไรเล่าคือ กายเรา เรามักจะเข้าใจกายแบบแยกส่วน อย่างเช่น เราก็คือคนคนหนึ่ง ที่เป็นอิสระ นี่เป็นความโชคร้ายของมนุษย์อย่างหนึ่ง  เพราะเราต่างจากต้นไม้ ตรงที่เราเดินได้ และไปไหนได้  ถ้าเราคือ ต้นไม้ เดินไม่ได้  เราจะเข้าใจว่า อะไรคือ กาย ลองมองพิจารณาดูต้นไม้  เราจะเห็นว่า กายของต้นไม้ ไม่ได้แยกจากจากโลกหรือธรรมชาติ  ถ้าเราศึกษาชีวิตของต้นไม้เราจะรู้ว่า ชีวิตของต้นไม้ขึ้นกับดิน ขึ้นกับน้ำ ขึ้นกับลม และแสงแดด  เราจึงแยกชีวิตต้นไม้จากโลกธรรมชาติไม่ได้ ลองสมมุติว่า เราเดินไม่ได้  เราเองก็จะพบว่า ที่แท้เราไม่ต่างจากต้นไม้ มนุษย์มักจะมองโลกแบบแยกส่วน จึงหลงในอวิชชาว่าเราแยกจากธรรมชาติได้ เราลืมไปว่า ไม่มีโลกก็ไม่มีชีวิตมนุษย์  ไม่มีดิน น้ำ ลม และความร้อน ก็ไม่มีมนุษย์  เราขึ้นต่อธรรมชาติ อย่างยิ่ง  หรือ คงไม่ผิดที่กล่าวว่า เราเป็นลูกของธรรมชาติ กายของลูก กับ กายของแม่ ก็คือ กายเดียวกัน ประกอบประสานกันเป็นโลก เป็นจักรวาล ที่ยิ่งใหญ่  กายเราก็คือ ส่วนหนึ่งของจักรวาลที่ยิ่งใหญ่ งดงาม และมหัศจรรย์มาก 

          เมื่อเราเข้าใจธรรม  เราจะพบกาย (ใน) กาย การฝึกสติแบบมหายานกับแบบหินยาน พื้นฐานจึงต่างจากกันมาก สติแบบหินยาน คือการรู้ตัว และรู้วิธีสกัดจิตใจที่ติดหลงกับกิเลส  ส่วน สติแบบมหายาน คือการตระหนักรู้ว่าเราแยกออกจากธรรมชาติไม่ได้ 

          ชาวมหายานเวลาทำสมาธิ เขาจะ ยิ้ม อย่างมีความสุขตลอดเวลา ทุกครั้งที่ยิ้ม เขาจะมีสติ ที่รู้ชัดว่าแม่(หรือ)ธรรมชาติกำลังกอดอุ้มลูกน้อยนี้ตลอดเวลา  และตัวเราเองโดยพื้นฐานก็คือ ธรรมชาติที่ยิ่งใหญ่ และงดงาม เซนจะเชื่อว่า จิตเดิมของมนุษย์ทุกคนนั้นงดงามอย่างยิ่ง มนุษย์ทุกคนมีกำเนิดมาโดยมีจิตพุทธะเป็นพื้นฐานของจิตใจ ไม่เชื่อ ลองคิดถึงเด็กๆ หรือชีวิตเราเมื่อเยาว์วัย  คิดถึงความน่ารัก น่าเอ็นดูของเด็กๆ  เราก็จะเข้าใจจิตแห่งพุทธะแบบเซน

          นอกจากนี้ ทุกครั้งที่ ยิ้ม เขาจะตระหนักว่า  เราทุกคนในโลกนี้ ล้วนมีแม่คนเดียวกัน ดังนั้น เราก็คือเขา เขาก็คือเรา ดังนั้น  จิตเขากับจิตเราก็เชื่อมโยงเป็นหนึ่งเดียวกัน ภาษาพระเรียกว่า จิต(ใน)จิต  จิต นี่ก็คือ จิต(เรา และเขา) และก็แยกไม่ได้จากกาย หรือ ธรรมชาตินั่นเอง

          กายกับจิตจึงเป็นหนึ่งเดียวกัน หลังจากนั้น คือ การตระหนักรู้ธรรม(ใน)ธรรม โดยเข้าใจว่า ธรรมชาติทั้งหมดล้วนประกอบประสานเอื้อประโยชน์ซึ่งกันและกัน มีสิ่งหนึ่งดำรงอยู่ ก็เพราะมีสิ่งอื่นๆดำรงอยู่ นี้คือ สิ่งที่เรียกว่า ธรรม(ใน) ธรรม 

          สุดท้ายคือการเข้าใจว่า ทุกหน่วยธรรมเคลื่อนไปตามหลักธรรมพื้นฐานเดียวกัน ชีวิต(เรา) และชีวิตจักรวาลล้วนเคลื่อนไปตามกฎแห่งธรรม อันเดียวกัน ทั้งหมดนี้คือ คำว่า สติ หรือใจที่เอิบอิ่มสมบูรณ์ (mindfulness) แบบมหายาน ในเมื่อมหายานเชื่อว่า  เราเป็นส่วนหนึ่งของธรรมชาติ  เราจึงมีหน้าที่ ที่ต้องอุทิศตนเพื่อช่วยเหลือผู้อื่น และสิ่งอื่นๆ 

          นี่คือ ที่มาของความเชื่อเรื่องโพธิสัตว์ หรือ พระผู้ที่ไม่ไปนิพพาน แต่จะอยู่ช่วยมนุษย์ และสรรพสัตว์ก่อน
          นี่คือ ความแตกต่างที่สำคัญระหว่างมหายานกับหินยาน เพราะฝ่ายหินยานนั้นมีเป้าหมายสูงสุดอันเดียวเท่านั้นคือ มุ่งไปสู่นิพพาน ดังนั้น สมาธิของพุทธหินยาน หลังจากการฝึกสติให้คมกล้าอย่างยิ่ง จนสามารถควบคุมกิเลสได้แล้ว  ก็หันสู่การฝึกจิตใจให้แน่วแน่อย่างยิ่ง   ด้วยการฝึกจิตที่เรียกว่า  ฝึกกรรมฐาน โดยฝึกจิตให้ผูกติดอยู่กับสิ่งหนึ่งสิ่งเดียว เพื่อให้มีอารมณ์เดียวเท่านั้น   เมื่อฝึกจิตที่มีสมาธิขั้นสูงอย่างดีแล้ว ก็จะมุ่งสู่ความสงบอย่างยิ่งได้  ผู้ฝึกจิตแบบกรรมฐานนี้จะได้อภิญญา หรือความสามารถพิเศษในด้านพลังจิตไปด้วย อย่างเช่นได้ตาทิพย์ หูทิพย์ หรือ อ่านจิตคนอื่นๆได้ หรือมีพลังจิตในด้านต่างๆพิเศษกว่าคนทั่วไป 

          ถ้าฝึกถึงขั้นที่เรียกว่า นิโรธสมาบัติ เวลาตาย ร่างกายก็จะไม่เน่าเปื่อย ส่วนสายมหายาน พอฝึกสมาธิกับธรรมชาติ  ก็จะพบกับความรู้สึกปีติสุข เพราะทุกครั้งที่หายใจเข้า ผู้นั่งสมาธิจะตระหนักรู้ว่ากำลังสูบพลังธรรมชาติที่ยิ่งใหญ่เข้าไปในกาย     ยิ้มรับความรู้สึกที่สดชื่นจากธรรมชาติ  พอไปถึงขั้นพบปีติสุข หรือสุขอย่างมาก ก็ถือว่าเป็นจุดเริ่มฝึกสมาธิจิต
          เริ่มจากการขยายพลังปีติสุข กระจายพลังปีติสุขไปทั่วกาย และฝึกฝังพลังปีติไว้ภายใน หรือเรียกว่าสร้าง inner smile  และขยายส่วนปีติสุขภายใน ด้วยการแผ่เมตตาไปสู่ธรรมชาติรอบข้าง  ในเวลาเดียวกัน จะปฏิบัติขยายพลังเมตตา (บวกปีติสุข) ภายใน ด้วยการปฏิบัติธรรม (หรือการช่วยเพื่อนมนุษย์)
          หัวใจการฝึกจิต และการปฏิบัติธรรม คือ การสร้างจิตใจให้ งดงามอย่างยิ่ง หรือโพธิจิต ขึ้น สุดท้ายชาวมหายานจะต้องเรียนรู้ ค่า ของทุกอย่าง แม้แต่สิ่งที่ถูกกล่าวประณามว่า เลวร้าย  อย่างเช่น เชื้อโรค  รวมทั้งกิเลสตัณหา  ชาวมหายานจึงยิ้มได้ เสมอ แม้แต่ ความตาย ที่อยู่เบื้องหน้า
          หลานถามว่า แล้วยังมีอะไรที่ต่างกันอีก ผมตอบว่าการเข้าใจเรื่อง หลักธรรม ก็ต่างกัน หินยานถือว่า หลักธรรม คือสิ่งที่พระพุทธเจ้าค้นพบ และถูกนำเสนอไว้ในพระไตรปิฎก
          เซนจะกล่าวว่า ธรรมก็คือ ธรรมชาติ 
ธรรมนั้น อยู่เบื้องหน้าเรา อยู่กับตัวเรา ตลอดเวลา  กาย และธรรมชาติ  คือตำราเล่มใหญ่ที่สอนธรรมแก่มนุษย์   ยิ่งใหญ่กว่าพระไตรปิฎกเสียอีก
          เมื่อ หลักธรรม คือ หลักของธรรมชาติ ผู้คนพบธรรมจึงมีมากมาย ไม่ใช่พระพุทธเจ้าเท่านั้น บรรดาโพธิสัตว์ทั้งหลายก็ค้นพบธรรมได้  

          ชาวมหายานจึงต้องศึกษา และเรียนรู้ตลอด เพราะ ธรรม ไม่ใช่สิ่งหยุดนิ่ง   หลานถามต่อว่า แล้วจะฝึกแบบไหนดี  ผมตอบว่า ก็ฝึกได้ทั้ง ๒ แบบ ด้านหนึ่งเพื่อพัฒนาทั้งสติ และทำให้เรามี inner smile ในเวลาเดียวกัน ถ้าฝึกทั้ง ๒ แบบ  ทันทีที่เรารู้สติแบบหินยาน เราก็จะมี inner Smile จากภายในแบบมหายานด้วย                  การยิ้มจากภายในจะทำให้เราสุข และมีปีติลึกๆตลอดเวลา  ไม่ว่าเราจะทำอะไร ความสุขภายในนี้จะอยู่กับเราตลอดเวลา
คนตะวันตกมักจะคิดสร้างสันติภาวะแก่โลก แก่สังคม แต่มักจะลืมไปว่า ที่แท้แล้ว สันติภาวะนั้น ซ่อนอยู่ที่กลางใจเรานั่นเอง ถ้า ใจเราเองยังไม่พบสันติสุข เราจะสร้างให้โลกนี้มีสันติได้อย่างไร 
ผมกล่าวแบบสรุปให้หลานฟังว่า  

          โลกในยุคปัจจุบันนั้น ปัญญามีฐานอยู่กับความไร้พรมแดนทางด้านความรู้และวัฒนธรรม เราควรจะเปิดรับ และเรียนรู้ศาสตร์ทุกสาย

          เดี๋ยวนี้ เราไม่จำเป็นต้องเป็นอะไร ไม่จำเป็นต้องเป็นหินยาน หรือมหายาน หรือต้องเป็นเซน หรือเป็นเต๋า อะไรมีค่า ที่ไหน อย่างไร  เราก็ศึกษาเรียนรู้ และคิดค้นพัฒนา

          นี่คือ สภาวะ อิสระ ก่อกำเนิดขึ้นกลางใจเราเอง  ซึ่งจะเป็นฐานรากของการเรียนรู้ และปัญญา  ถ้าเราเริ่มจากใจที่เป็นอิสระ ไม่ติดยึดกับอะไร ไม่เป็นอะไร เราก็จะพบกับวิชา และความรับรู้มากมาย
          และที่สำคัญ  ถ้าเราก้าวพ้นความเชื่อแบบแยกขั้วเป็นฝักเป็นฝ่าย(Dualism) อย่างเช่น ดีหรือเลว   ซ้ายหรือขวา  ดีงาม หรือกิเลสตัณหา  พุทธหรือเต๋า  คริสต์หรืออิสลาม หลักการหรือปฏิบัตินิยม ตะวันออกหรือตะวันตก เราจะเข้าใจ ค่าของทุกอย่าง
แก้ไขล่าสุดเมื่อ ( วันพฤหัสบดีที่ 15 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2550 )

 
Copyright 2007 - 2008 www.sentangonline.com All rights reserved.
บ.สื่อสารการศึกษา จำกัด 81/1-9 ถ.ศรีนครินทร์ หัวหมาก บางกะปิ กทม.