|
อนาคตปิโตรเคมี : เผชิญความเสี่ยง….การแข่งขันรุนแรง |
|
|
|
|
เขียนโดย กลุ่มวิจัย อุตสาหกรรม ฝ่ายบริหารความเสี่ยงสินเชื่อ ธนคารนครหลวงไทย
|
|
วันพฤหัสบดีที่ 06 สิงหาคม 2009 เวลา 07:38 น. |
|
หน้า 1 จาก 2 อนาคตปิโตรเคมี : เผชิญความเสี่ยง….การแข่งขันรุนแรง
อุตสาหกรรมปิโตรเคมี (Petrochemical Industry) นับเป็นอุตสาหกรรมหนึ่งที่มีความสำคัญต่อการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศ และเป็นอุตสาหกรรมที่เชื่อมโยงกับอุตสาหกรรมอื่น ๆ อีกหลายประเภท อาทิ
อุตสาหกรรมพลาสติกและผลิตภัณฑ์พลาสติก อุตสาหกรรมบรรจุภัณฑ์ ทอผ้าและเครื่องนุ่งห่ม ส่วนประกอบรถยนต์ อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ เครื่องใช้ไฟฟ้า อุปกรณ์ก่อสร้าง และอุตสาหกรรมการเกษตร เป็นต้น ส่วนการผลิตผลิตภัณฑ์ปิโตรเคมี โดยทั่วไปของไทย จะเป็นการผลิตเพื่อใช้ภายในประเทศสูงถึงร้อยละ 70 ของกำลังการผลิตรวม ส่วนที่เหลือยังสามารถส่งออกไปยังตลาดต่างประเทศ อย่างไรก็ตาม ในปี 2552 อุตสาหกรรมปิโตรเคมีไทยต้องเผชิญความเสี่ยงด้านอุปสงค์ทั้งภายในและต่างประเทศที่ชะลอตัวลงตามการหดตัวลงของภาวะเศรษฐกิจในประเทศและการถดถอยของภาวะเศรษฐกิจโลก ขณะที่ อุปทานของผลิตภัณฑ์ปิโตรเคมีในตลาดโลกกลับเพิ่มขึ้น เฉพาะอย่างยิ่ง จากการขยายกำลังการผลิตในอุตสาหกรรม ปิโตรเคมีของประเทศในตะวันออกกลาง และจีน ขณะที่ ราคาน้ำมันดิบมีแนวโน้มจะขยับขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยคาดว่าในปีนี้จะมีราคาเฉลี่ยอยู่ที่ 55 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล และสูงขึ้นเป็น 70 – 80 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรลในปี 2553 รวมทั้งการที่เงินบาทมีแนวโน้มแข็งค่าขึ้น ซึ่งจะสร้างแรงกดดันให้การแข่งขันในตลาดมีความรุนแรงมากขึ้น
การผลิต…..แนวโน้มเพิ่มขึ้น
อุตสาหกรรมปิโตรเคมีของไทยเติบโตมาจากการผลิตเพื่อทดแทนการนำเข้า โดยรัฐบาลได้ให้การสนับสนุนและคุ้มครองในช่วงแรกของการพัฒนา แต่หลังจากโครงการปิโตรเคมีแห่งชาติระยะที่ 2 ดำเนินการแล้ว รัฐบาลได้เล็งเห็นศักยภาพการเติบโตของอุตสาหกรรมปิโตรเคมี จึงมีนโยบายเปิดเสรีทั้งการค้าและการลงทุนมากขึ้น เพื่อกระตุ้นให้มีการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของอุตสาหกรรม ส่งผลให้การผลิต ปิโตรเคมีในประเทศมีมากขึ้นทั้งด้านปริมาณและความหลากหลายของผลิตภัณฑ์ อุตสาหกรรมปิโตรเคมีเป็นอุตสาหกรรมต่อเนื่องจากอุตสาหกรรมการกลั่นน้ำมัน(refinery) และการแยกก๊าซธรรมชาติ (gas separation plant) เป็นอุตสาหกรรมพื้นฐานที่มีขนาดใหญ่ มีการลงทุนสูง (Capital Intensive) เพราะต้องพึ่งพาเครื่องจักรขนาดใหญ่และเทคโนโลยีที่ทันสมัยจากต่างประเทศ การลงทุนส่วนใหญ่เป็นการร่วมทุนกับต่างชาติ ผู้ผลิตในผลิตภัณฑ์แต่ละชนิดยังมีไม่มากนัก ทั้งนี้ การผลิตในอุตสาหกรรมปิโตรเคมีสามารถแบ่งออกได้เป็น 3 ระดับ คือ
- อุตสาหกรรมปิโตรเคมีขั้นต้น (Upstream Petrochemical Industry) เป็นอุตสาหกรรมเพื่อการผลิตผลิตภัณฑ์ปิโตรเคมีลำดับแรก เพื่อใช้เป็นวัตถุดิบในการผลิตผลิตภัณฑ์ปิโตรเคมีขั้นต่อไป อุตสาหกรรมกลุ่มนี้ มีผลิตภัณฑ์หลัก 7 ประเภท สามารถแบ่งตามโครงสร้างพื้นฐานของโมเลกุลได้เป็น 3 กลุ่ม คือ กลุ่มอัลเคน (Alkane) มีสารตัวสำคัญ คือ มีเทน (Methane) ซึ่งเป็นสารตั้งต้นของก๊าซสังเคราะห์ ใช้เป็นวัตถุดิบหลักในการผลิตเมทิลแอลกอฮอล์ และแอมโมเนีย โดยแอมโมเนียสามารถนำไปใช้ในการผลิตปุ๋ยเคมีได้ กลุ่มโอลิฟินส์ (Olefins) ประกอบด้วย
เอทิลีน (Ethylene) โพรพิลีน (Propylene) มิกซ์ซีโฟ (Mixed C4) โดยเอทิลีนถือเป็นผลิตภัณฑ์ขั้นต้นที่สำคัญที่สุดของอุตสาหกรรมปิโตรเคมี สามารถนำไปผลิตเป็นเม็ดพลาสติกและเคมีภัณฑ์ต่าง ๆ มากมาย เช่น LDPE HDPE PVC Ethylene Glycol และกรดน้ำส้ม เป็นต้น ในขณะที่โพรพิลีนสามารถนำไปผลิตเป็นเม็ดพลาสติกและเคมีภัณฑ์อื่น ๆ ได้เช่นกัน เช่น PP Nylon และ Cumene ส่วนมิกซ์ซีโฟ นั้น เป็นสารตั้งต้นของสารเพิ่มออกเทนในรถยนต์ (MTBE) กลุ่มอะโรเมติกส์ (Aromatics) ประกอบด้วย เบนซีน(Benzene) โทลูอีน(Toluene) และไซลีน(Xylene) โดยเบนซีนสามารถนำไปผลิตเป็นเม็ดพลาสติกได้ เช่น PC ABS SAN Epoxy และ Toluene ส่วนไซลีนใช้ในการผลิตเม็ดพลาสติก เช่น PET และเส้นใย Polyester ในขณะที่ โทลูอีนจะถูกใช้เป็นสารตัวทำละลายเพื่อผลิตเป็นสารอะโรเมติกส์ตัวอื่น ๆ ที่มีมูลค่าเพิ่มมากขึ้น
- อุตสาหกรรมปิโตรเคมีขั้นกลาง (Intermediate Petrochemical Industry) สามารถแบ่งออกได้เป็น 3 กลุ่ม ได้แก่ ผลิตภัณฑ์ปิโตรเคมีขั้นกลางสายอัลเคน เช่น Methanol Formaldehyde Ammonia และ Phosgene เป็นต้น อย่างไรก็ตาม ผลิตภัณฑ์บางชนิดข้างต้นสามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้เลยโดยไม่ต้องผ่านกระบวนการใดอีก เช่น แอมโมเนียสามารถนำไปใช้เป็นสารทำความเย็นในเครื่องทำความเย็นได้เลย ผลิตภัณฑ์ปิโตรเคมีขั้นกลางสายโอลิฟินส์ เช่น EDC VCM EO EG Oxo Alcohol และ Acrylonitrile เป็นต้น ผลิตภัณฑ์ปิโตรเคมีขั้นกลางสาย
อะโรเมติกส์ เช่น EB SM Cyclohexane Phenol PTA และ DMT ซึ่งผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ เหล่านี้ จะถูกนำไปใช้เป็นวัตถุดิบสำหรับอุตสาหกรรมปิโตรเคมีขั้นปลายต่อไป
- อุตสาหกรรมปิโตรเคมีขั้นปลาย (Downstream Petrochemical Industry ) สามารถแบ่งเป็นกลุ่มหลัก ๆ ได้ 4 กลุ่ม ดังนี้
- 1) กลุ่มพลาสติก ประกอบด้วย พลาสติกที่ใช้งานทั่วไป เป็นพลาสติกที่มีคุณสมบัติในการแปรรูปได้หลากหลาย มีราคาถูก มีปริมาณความต้องการใช้สูง พลาสติกในกลุ่มนี้ เช่น LDPE LLDPE HDPE PVC PP และ PS เป็นต้น พลาสติกสำหรับงานวิศวกรรม เป็นพลาสติกที่ใช้ในงานวิศวกรรมที่ต้องการคุณสมบัติพิเศษ สามารถใช้ทดแทนโลหะในงานวิศวกรรมได้ เช่น Nylon PC Polyacetal ABS และ PET เป็นต้น พลาสติกที่มีคุณสมบัติพิเศษ เป็นพลาสติกสำหรับใช้งานเฉพาะทาง เช่น ทนความร้อน ทนกรด ลื่น เป็นต้น พลาสติกชนิดนี้ เช่น Teflon PEEK และ PES อย่างไรก็ตาม พลาสติกชนิดนี้ยังมีปริมาณไม่มากนัก ราคาสูง และยังไม่มีการผลิตในประเทศไทยเลย เนื่องจากต้องใช้เทคโนโลยีชั้นสูง
- 2) กลุ่มเส้นใยสังเคราะห์ เป็นวัสดุเส้นใยสังเคราะห์ที่ผลิตขึ้นเพื่อใช้แทนการบริโภคเส้นใยธรรมชาติ เช่น ฝ้าย ขนสัตว์ ป่าน ปอ เพื่อนำไปผลิตเป็นผลิตภัณฑ์สิ่งทอ เสื้อผ้า อีกทั้งยังสามารถปรับเปลี่ยนคุณสมบัติให้สามารถลอกและ/หรือเลียนแบบหรือทำให้แตกต่างไปจากเส้นใยธรรมชาติได้
- 3) กลุ่มยางสังเคราะห์ เป็นวัสดุที่สังเคราะห์ขึ้น เพื่อให้มีคุณสมบัติใกล้เคียงและ/หรือดีกว่ายางธรรมชาติ แต่ให้มีความยืดหยุ่นคล้ายยางธรรมชาติ
- 4) กลุ่มสารเคลือบผิวและผลิตภัณฑ์กาว เป็นผลิตภัณฑ์ปิโตรเคมีเพื่อการเคลือบผิววัสดุให้แข็งแรง คงทน สวยงาม เช่น PU Epoxy Resins Phenol-Formadehyde และ PVAs เป็นต้น
|
|
แก้ไขล่าสุด ใน วันพฤหัสบดีที่ 06 สิงหาคม 2009 เวลา 08:47 น. |