|
จากปรากฎการณ์ อันเกิดมาจากเศรษฐกิจของประเทศไทยเราอยู่ในสภาวการณ์เศรษฐกิจอันย่ำแย่ทรุดลงอย่างหนัก อันเกิดจากสภาวะวิสัยภายในประเทศ และสภาวะวิสัยจากต่างประเทศ ในยุคที่เงินฟืด, เงินเฟ้อ การที่รัฐบาลไทยได้กำหนดขายพันธบัตรไทยเข้มแข็ง 5หมื่นล้านบาทครั้งนี้
(ซึ่งโดยที่จริงแล้วไม่ได้มีไทยเข้มแข็งตามชื่อ เพราะความเข้มแข็งไม่ได้เกิดมาจากปัจจัยและเงื่อนไขนี้) โดยแบ่งเป็น 3 ล็อต โดยล็อตแรกวงเงิน 1.5 หมื่นล้านบาท ขายให้ผู้สูง อายุที่มีอายุ 60 ปีขึ้นไป วันที่ 13-14 กรกฎาคม ล็อตที่ 2 วงเงิน 1.5 หมื่นล้านบาท เปิดขาย ให้ผู้สูงอายุและประชาชนทั่วไปวันที่ 15-16 กรกฎาคม โดยทั้งสองล็อตจะกำหนดให้ซื้อขั้นต่ำ 1 หมื่นบาท และไม่เกิน 1 ล้านบาท ส่วนล็อตที่ 3 วงเงิน 2 หมื่นล้านบาท เปิดให้ประชาชนทั่วไป วันที่ 17-21 กรกฎาคม โดยไม่กำหนดเพดานการซื้อ แต่ปรากฏว่าการเปิดขายวันแรก 1.5 หมื่นล้านบาทสำหรับผู้สูงอายุหมดเกลี้ยงอย่างรวดเร็ว จนต้องนำวงเงินในส่วนล็อตที่ 3 มาสมทบ 1.5 หมื่นล้านบาท รวมเป็น 3 หมื่นล้านบาท ซึ่งก็ขายหมดอย่างรวดเร็ว เช่นกัน
การที่ประชาชนจำนวนหนึ่งที่พากันแห่ออกมาจองซื้อพันบัตรของรัฐบาลและขายหมดเกลี้ยงภายในเวลาอันรวดเร็ว นั้น โดยมาตรการการออกพันธบัตรแล้ว นั้นเป็นการระดมทุน ที่ถูกต้องตามหลักเศรษฐศาสตร์ของระบบทุนนิยม เป็น “วิธีการ” ที่ถูกต้องทีเดียว โดยที่เราไม่ต้องไปกู้จากต่างประเทศมา การระดมทุนด้วยมาตรการการออก “พันธบัตร” เป็นวิธีการหนึ่งที่สมควรจะใช้วีการนี้ในการแก้ไขปัญหาการขาดเงินของรัฐบาลและประเทศ
เนื่องจากว่าเงินที่ไหลเวียนอยู่ในกระเป๋าของประชาชนมีอีกเป็นจำนวนมากที่ไม่ยอมเอาออกมาใช้แต่ไม่รู้จะเอาไปทำอะไรเพื่อให้เกิดการงอกเงยออกดอกออกผลขึ้นมา ในเวลานี้ได้ และไม่สามารถที่จะลงทุนได้ในการลงทุนด้านอื่นๆในเวลานี้ได้ดีและปลอดภัย การลงทุนซื้อพันธบัตรรัฐบาลจึงคิดว่าน่าจะเป็นช่องทางที่ดีที่สุด
อันนี้มองในแง่ประชาชน และการออกพันธบัตรของรัฐบาลไทยในเวลานี้ แต่โดยหลักการออกพันธบัตรเพื่อ “ระดมทุน” ของรัฐบาลเพื่อเอาเงินมาใช้จ่ายในโครงการต่างๆของรัฐบาลแล้ว ไม่เห็นว่าจะมีโครงการไหนเลยที่จะทำให้เกิดรายได้และทำให้มูลค่าของเงินที่ระดมมานั้น เกิดเป็นมรรคเป็นผลขึ้นมา ไม่ได้ทำให้เกิดมีรายได้ “มวลรวม” ขึ้นมาของประชากร การเอาเงินไปทำโครงการต่างๆ ไปทางถนนหนทาง ไปสร้างบ่อน้ำ ไปขุดสระ ขุดฝายกั้นน้ำ เหล่านี้ไม่ใช่โครงการที่จะทำให้ประเทศไทยเข้มแข็ง จนทำให้ประเทศมั่นคง ประชาชนมั่งคั่งขึ้นมา เพราะโดยปกติแล้วโครงการเหล่านี้ อบต. ก็ทำมาแล้ว และในรัฐบาลไหนๆ ก็ทำมาแล้ว มีแต่เผางบประมาณทิ้งเฉยๆ คนที่มีรายได้ขึ้นมาก็คือ ผู้รับเหมาก่อสร้าง แต่ประชาชนยังอ่อนแอและยากจนเช่นเดิม
เพราะว่าการ “ระดมทุน” โดยการออกพันธบัตรตามหลักการทางเศรษฐศาสตร์แล้ว เป็นวิธีการการลงทุนของรัฐบาลเพื่อจะเข้าไปลงทุนใน “กิจการ” ที่มีการผูกขาดและเป็นการลงทุนในกิจการขนาดใหญ่ๆที่เอกชนไม่สามารถลงระดมทุนได้ และเพื่อไม่ให้มีวิสาหกิจเอกชนมีการ “ครอบงำ”และ “บงการ” ต่อการบริโภคของประชาชน และเพื่อไม่ให้วิสาหกิจเอกชนมีการผูกขาดและบงการวิสาหกิจขนาดย่อมหรือขนาดกลาง
การ “ระดมทุน” โดยการออกพันธบัตรจะช่วยให้วิสาหกิจที่เป็นของเอกชนมีความเข้มแข็งแล้วมีการ “ร่วมหุ้น”กับ “รัฐ” โดยมีประชาชนเข้าไปซื้อพันธบัตรจากนั้นรัฐบาลก็เอาเงินจากการขายพันธบัตรเหล่านี้ไป “ถือหุ้น” กับบริษัทเอกชน อันมาจากการออกพันธบัตรของรัฐบาล
เพราะฉะนั้น แม้ว่าวิธีการระดมทุนด้วยการออกพันธบัตรให้ประชาชนออกมาซื้อครั้งนี้ถูกต้อง แต่ด้วยนโยบายที่ไม่ถูกต้องตามหลักเศรษฐศาสตร์นี้ จึงย่อมไม่ได้ทำให้งบประมาณที่จะมีรายได้เข้ามาของรัฐ จากการจัดเก็บภาษีที่เพิ่มขึ้นแล้ว ยังจะเป็นภาระอันหนักอึ้ง ที่ประเทศชาติประชาชนจะได้รับผลอันเลวร้ายจากการลงทุนอันไม่ได้ทำให้เกิดเศรษฐกิจของไทยเข้มแข็ง สังคมเข้มแข็ง ชาติเข้มแข็ง
ความเสียย่อมจะเกิดขึ้นความหายนะจะเกิดในผลอันผิดพาดทางหลักการทางเศรษฐศาสตร์ เพราะเงินที่จะกู้มาเป็นจำนวนถึง แปดแสนล้านโดยที่ไม่มีการลงทุนในกิจการที่จะทำให้เกิดรายได้ขึ้นมา นอกจากรายจ่ายที่รัฐบาลจะจ่ายอย่างเดียว
การ “กระจายทุน” ไม่ได้เกิดขึ้น การขจัดการ “ผูกขาด” ไม่ได้เกิดขึ้น การรวมศูนย์ทุน การรวมศูนย์รายได้ยังดำรงอยู่เช่นเดิม ปัญหาจึงไม่ได้รับการแก้ไข ยิ่งรัฐบาลตกอยู่ในสถานการณ์ความขัดแย้งการเมืองก็ยิ่งทำให้รัฐบาลขาดเสถียรภาพ และการที่จะให้ประเทศมั่นคง และประชาชนมั่งคั่ง ประเทศไทยเกิดความเข้มแข็งได้ จึงเป็นเรื่องเพ้อฝัน |