ในช่วงระยะเวลาที่ผ่านมา อุตสาหกรรมสุราไทยต้องเผชิญกับปัจจัยลบต่าง ๆ มากมายซึ่งได้แก่ การประกาศปรับภาษีสรรพสามิตสุราเพิ่มขึ้นเมื่อเดือน พฤษภาคม ที่ผ่านมา
ทำให้ผู้ประกอบการสุราต้องปรับราคาขายเพิ่มขึ้นตาม ส่งผลให้ผู้บริโภคหันมาดื่มสุราราคาถูกมากขึ้น และการดำเนินมาตรการรณรงค์ประชาชนให้งด ลด เลิกดื่มเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์อย่างจริงจังและต่อเนื่องของภาครัฐ เพื่อลดปัญหาอุบัติเหตุบนท้องถนนและปัญหาทางสังคม รวมทั้งการที่ กำลังซื้อของผู้บริโภคลดลง อันเป็นผลมาจากการหดตัวของภาวะเศรษฐกิจ ตลอดจนการขยายตัวของสุรานอกกฎหมายอย่างต่อเนื่อง เฉพาะอย่างยิ่ง สุราชุมชนที่ไม่ต้องเสียภาษีสรรพสามิต รวมทั้งการลักลอบนำเข้าสุราจากต่างประเทศเพิ่มขึ้น ส่งผลให้ภาวะการค้าเครื่องดื่มสุราภายในประเทศมีความยากลำบากมากขึ้น ขณะที่ ภาวะการแข่งขันทางการค้าทวีความรุนแรงมากขึ้น จากการมีสินค้าทดแทนที่หลากหลายทั้งจากเบียร์ ไวน์ และเครื่องดื่มผสมแอลกอฮอล์พร้อมดื่มที่ได้รับความนิยมมากขึ้น ทำให้ผู้ประกอบการจำเป็นต้องหันมาเร่งขยายการส่งออกสุราไปจำหน่ายในตลาดต่างประเทศเพิ่มขึ้น จนสามารถนำรายได้เข้าประเทศสูงขึ้นถึง 40.6 ล้านเหรียญสหรัฐฯในปี 2551 ที่ผ่านมา หรือขยายตัวร้อยละ 72.8 จากปีก่อนหน้า เฉพาะอย่างยิ่ง การส่งออกไปยังประเทศเพื่อนบ้านใกล้เคียง เพื่อทดแทนตลาดในประเทศที่หดตัวลงมาก
การผลิต….เตรียมย้ายฐานไปต่างประเทศ
ในปี 2552 การผลิตสุราของไทยขยายตัวในอัตราที่ชะลอลง โดยในช่วง 9 เดือนแรกของปี 2552 การผลิตมีปริมาณเพียง 500 ล้านลิตร เพิ่มขึ้นร้อยละ 4.2 จากช่วงเดียวกันของปีก่อนที่ขยายตัวสูงถึงร้อยละ 11.1 แต่ปริมาณการผลิตสุราทั้งปี 2552 คาดว่า จะมีปริมาณ 670 ล้านลิตร หรือเพิ่มขึ้นร้อยละ 6.2 จากปีที่ผ่านมา อันเป็นการขยายตัวในอัตราที่ชะลอลงหากเทียบกับปี 2551 ที่การผลิตสุราขยายตัวถึงร้อยละ 14.5 จากปีก่อนหน้า โดยมีการใช้กำลังการผลิตอยู่ที่ร้อยละ 47.23 ของกำลังการผลิตรวม เนื่องจากการหดตัวลงของภาวะเศรษฐกิจทั้งในประเทศและต่างประเทศ ส่งผลกระทบต่อการจ้างงานและกำลังซื้อของผู้บริโภค ทำให้อุปสงค์ตลาดโดยรวมทั้งในและต่างประเทศลดลง อีกทั้งการเมืองในประเทศยังขาดเสถียรภาพ ยิ่งซ้ำเติมความเชื่อมั่นของนักลงทุนและผู้บริโภคให้ลดลงไปอีก ประกอบกับต้นทุนการผลิตปรับตัวสูงขึ้นจากการปรับตัวสูงขึ้นของราคาน้ำมัน ทั้งในส่วนของค่าขนส่ง และวัตถุดิบที่เกี่ยวเนื่องกับอุตสาหกรรมในด้านการบรรจุ เช่น ขวด กระดาษ หีบห่อ และจุกก๊อก เป็นต้น
นอกจากนั้น อุตสาหกรรมสุราของไทยยังถูกกดดันจากข้อตกลงความร่วมมือเขตการค้าเสรีอาเซียน(AFTA) ซึ่งจะมีผลบังคับใช้ในวันที่ 1 มกราคม 2553 อันจะทำให้ภาษีนำเข้าสินค้าหลายชนิดลดลงเหลือ 0% ซึ่งในจำนวนนั้น ได้ครอบคลุมสินค้าในกลุ่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ที่จะเข้ามาขยายตลาดในประเทศอีกเป็นจำนวนมาก ด้วยเหตุนี้ จึงทำให้ผู้ผลิตสุราของไทยบางรายเตรียมแผนที่จะขยายการลงทุนในต่างประเทศ เช่น บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด(มหาชน) ที่จะขยายการลงทุนในจีนเพื่อใช้เป็นฐานการผลิตสุราและส่งกลับมาขายในประเทศไทย ทั้งนี้ เพื่ออาศัยสิทธิพิเศษทางภาษีนำเข้าที่ลดลงเหลือ 0 % และเพื่อการลดต้นทุนการผลิตลง

ที่มา ธนาคารแห่งประเทศไทย
ตลาดในประเทศ……เผชิญปัจจัยลบรุมเร้า
ในปี 2551 ปริมาณการจำหน่ายสุราภายในประเทศอยู่ที่ 812 ล้านลิตร ลดลงร้อยละ 3.3 จากปีก่อนหน้า อันเป็นผลมาจากกำลังซื้อของผู้บริโภคลดลง จากการชะลอตัวของภาวะเศรษฐกิจและราคาน้ำมันที่ยังผันผวนอยู่ในระดับสูง ประกอบกับยังถูกกระทบจากนโยบายของภาครัฐที่ดำเนินมาตรการคุมเข้มในการรณรงค์ให้ประชาชนลดและเลิกดื่มเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์อย่างต่อเนื่อง อาทิ มาตรการจำกัดการโฆษณาผ่านสื่อ การจำกัดเวลาและมาตรการห้ามจำหน่ายสุราใน 4 วันพระใหญ่ ได้แก่ วันมาฆบูชา วันวิสาขบูชา วันอาสาฬหบูชา และวันเข้าพรรษา ตลอดจนให้งดดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในช่วงเทศกาล เช่น วันปีใหม่ สงกรานต์ วันแม่ เป็นต้น นอกจากนี้มาตรการในการปรับเพิ่มขึ้นภาษีสรรพสามิตสุรา ที่ทาง คณะรัฐมนตรีมีมติให้ปรับภาษีเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ซึ่งมีผลบังคับใช้ไปเมื่อวันที่ 6 พฤษภาคม 2552 ที่ผ่านมา การปรับขึ้นอัตราภาษีสุราขาว จากเดิมที่เคยจัดเก็บตามมูลค่าอยู่ที่ 110 บาท ปรับเพิ่มขึ้นเป็น 120 บาท สุราผสม ได้แก่ หงษ์ทอง มังกรทอง จากเดิมที่เคยจัดเก็บตามมูลค่าอยู่ที่ 280 บาท ปรับเพิ่มขึ้นเป็น 300 บาท สุราพิเศษ ได้แก่ บรั่นดี จากเดิมที่เคยจัดเก็บตามมูลค่าอยู่ที่ 45 บาท ปรับเพิ่มขึ้นเป็น 48 บาท จะทำให้สุราขาว สุราผสม และสุราพิเศษ มีราคาจำหน่ายต่อขวดเพิ่มขึ้น ประมาณ 1.7 – 2.5 บาท 4 – 5 บาท และ 19 บาท ตามลำดับ
จากการปรับขึ้นภาษีสรรพสามิตเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ประเภทสุราของภาครัฐ ทำให้ผู้ประกอบการสุราจำเป็นต้องปรับราคาจำหน่ายให้สอดคล้องกับต้นทุนที่เพิ่มขึ้น ส่งผลให้ภาวะตลาดเครื่องดื่มสุราโดยรวมขยายตัวได้ไม่มากนัก โดยในช่วง 9 เดือนแรกของปี 2552 ปริมาณการจำหน่ายสุราอยู่ที่ 706 ล้านลิตร หรือเพิ่มขึ้นร้อยละ 9.1 จากช่วงเดียวกันของปีก่อน และคาดว่า การจำหน่ายสุราทั้งปีจะมีปริมาณอยู่ที่ 830 ล้านลิตร หรือเพิ่มขึ้นร้อยละ 2.2 จากปีที่ผ่านมา โดยผู้ประกอบการสุราจะเร่งนำมาตรการส่งเสริมการขายมาใช้ในช่วงไตรมาสสุดท้ายของปีนี้ เพื่อกระตุ้นยอดขายผ่านช่องทางที่เป็นออนพรีมิส หรือสถานบันเทิงกลางคืน รวมทั้งร้านที่เป็นทั้งร้านค้าส่งและค้าปลีกเพิ่มมากขึ้น ทั้งนี้ เพื่อช่วงชิงส่วนแบ่งตลาดจากคู่แข่งขัน สำหรับกลยุทธ์ทางการตลาดที่โดดเด่นและหลากหลายที่ผู้ประกอบการนิยมนำมาใช้เพื่อให้สินค้าของตนอยู่ในความทรงจำของผู้บริโภคมากที่สุด (Brand Awareness) ได้แก่ กลยุทธ์การตั้งราคาให้อยู่ในระดับต่ำ การจัดกิจกรรมการตลาดที่ไม่ผ่านสื่อมากขึ้น หรือการใช้กลยุทธ์มิวสิกมาร์เก็ตติ้งเป็นหลัก หลังจากถูกจำกัดการโฆษณาผ่านสื่อทางโทรทัศน์ โดยมีการทำตลาดที่เน้นการสร้างภาพลักษณ์ขององค์กรเป็นหลัก เช่น เครื่องดื่มสุราภายใต้เครื่องหมายการค้า แสงโสมและแม่โขง ด้วยการกระตุ้นสำนึกในความรับผิดชอบต่อสังคมขององค์กร ในรูปแบบกลยุทธ์ซีเอสอาร์(Corporate Social Responsibility :CSR) กำหนดกิจกรรม 4 ด้านหลัก ได้แก่ ด้านสังคม ด้านกีฬา ด้านสาธารณสุข และด้านศิลปวัฒนธรรม โดยจัดกิจกรรมที่เป็นประโยชน์ต่อสังคมโดยรวม ซึ่งเป็นกระบวนการสร้างแบรนด์ และการสร้างภาพลักษณ์ขององค์กรในระยะยาว เป็นต้น

ที่มา ธนาคารแห่งประเทศไทย
การส่งออก….ยังเน้นประเทศเพื่อนบ้าน
ในปี 2551 การส่งออกเครื่องดื่มสุราของไทยได้มีมูลค่าเพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดดเป็น 40.6 ล้านเหรียญสหรัฐฯ หรือเพิ่มขึ้นร้อยละ 72.8 จากปีก่อนหน้า อันเป็นผลมาจากการเร่งขยายการส่งออกเครื่องดื่มสุราในตลาดต่างประเทศของผู้ประกอบการ ส่วนหนึ่งเพื่อทดแทนส่วนแบ่งตลาดภายในประเทศที่หดตัวลง โดยเฉพาะการส่งออกไปยังประเทศเพื่อนบ้านใกล้เคียงที่กำลังเร่งส่งเสริมการท่องเที่ยวเพื่อดึงดูดเงินตราเข้าประเทศ จึงทำให้การส่งออกเครื่องดื่มสุราของไทยมีอัตราการขยายตัวเพิ่มขึ้นมาก แต่ในช่วง 9 เดือนแรกของปี 2552 การส่งออกสุรากลับมีมูลค่าเพียง 25.8 ล้านเหรียญสหรัฐฯ หรือลดลงร้อยละ 21.1จากช่วงเดียวกันของปีก่อน เนื่องจากการหดตัวของเศรษฐกิจโลกที่ส่งผลกระทบไปยังหลายประเทศทั่วโลก รวมทั้งประเทศเพื่อนบ้านของไทย เช่น พม่า กัมพูชา และลาว ให้มีอำนาจซื้อลดลง จึงลดการนำเข้าประเภทเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ เฉพาะอย่างยิ่ง เครื่องดื่มสุราลง
ส่วนในปี 2553 คาดว่า ส่งออกสุราของไทยจะมีมูลค่าใกล้เคียงกับปี 2551 คือ ประมาณ 40.0 ล้านเหรียญสหรัฐฯ หรืออาจต่ำกว่าเล็กน้อย โดยเฉพาะการส่งออกไปกัมพูชา ที่ปัจจุบันความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างไทยและกัมพูชาไม่ราบรื่นเท่าที่ควร และหากความขัดแย้งเลวร้ายลงอีกอาจส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์ทางการค้าต่อไป สำหรับตลาดพม่า ซึ่งเป็นตลาดส่งออกหลักโดยมีสัดส่วนมูลค่าการส่งออกสูงถึงร้อยละ 56.3 ของมูลค่าการส่งออกสุราทั้งหมดของไทย รองลงมา คือ กัมพูชา ร้อยละ 31.3 ลาว ร้อยละ 3.6 และตลาดอื่น ๆ อีก ร้อยละ 8.8
มูลค่าการส่งออกสุราของไทย ปี 2549 – 2552(ม.ค. – ก.ย.)
2549 2550 2551 2552 (ม.ค.- ก.ย.)
มูลค่าการส่งออกสุรา(ล้านเหรียญสหรัฐฯ) 20.1 23.5 40.6 25.8
อัตราการเปลี่ยนแปลง (%) 32.7 16.7 72.8 -21.1
ที่มา : ศูนย์เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร โดยความร่วมมือของกรมศุลกากร

ที่มา ศูนย์เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร โดยความร่วมมือของกรมศุลกากร
ปัญหาและอุปสรรค…กระทบต่อการขยายตัวของอุตสาหกรรม
ปัจจุบัน อุตสาหกรรมสุราของไทยยังต้องเผชิญกับปัญหาต่าง ๆ ซึ่งเป็นอุปสรรคต่อการขยายตัว ได้แก่
- ต้นทุนการผลิตสูงขึ้น จากการปรับตัวสูงขึ้นของราคาน้ำมันและราคาบรรจุภัณฑ์สุรา เช่น ขวดแก้ว และพลาสติก ปรับตัวสูงขึ้น รวมทั้งการกำหนดให้เครื่องดื่มสุราเสียภาษีในอัตราภาษีอบายมุข (Sin Tax)
ซึ่งมีอัตราที่ค่อนข้างสูงเนื่องจากเป็นสินค้าฟุ่มเฟือยและก่อให้เกิดปัญหาสังคม ทำให้ผู้ผลิตจะต้องเสียภาษีทั้งอากรสรรพสามิตและภาษีท้องถิ่น ภาระภาษีที่ผู้ผลิตต้องชำระจึงมีมูลค่ามากกว่าครึ่งหนึ่งของราคาจำหน่าย ส่งผลให้ต้นทุนการผลิตของผู้ประกอบการสูงขึ้น
- จากนโยบายของภาครัฐที่มีการรณรงค์ให้ประชาชนลด และ/หรือเลิกดื่มเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์อย่างต่อเนื่อง และห้ามจำหน่ายเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์แก่บุคคลอายุต่ำกว่า 18 ปี พร้อมกับการเข้มงวดกวดขันในการวัดระดับแอลกอฮอล์ของผู้ขับขี่ยานพาหนะ ส่งผลให้ผู้บริโภคลดการดื่มเครื่องดื่มสุรามากขึ้น
- ภาวะการแข่งขันที่รุนแรงขึ้น จากการปรับตัวสูงขึ้นของราคาสุรากลั่นทุกประเภทภายในประเทศ ทำให้ผู้ประกอบการหันมานำเข้าสุราราคาถูกจากต่างประเทศเพิ่มขึ้น ส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากการเปิดเขตการค้าเสรีกับต่างประเทศ ทั้งภายใต้กรอบ ข้อตกลงเขตเสรีการค้าอาเซียน (AFTA) ที่จะมีผลบังคับใช้ในวันที่ 1 มกราคม 2553 ซึ่งมีผลทำให้ภาษีนำเข้าสุราลดลงเหลือร้อยละ 0 อันจะส่งผลให้มีการนำสุราเข้ามาจำหน่ายภายในประเทศมากขึ้น ประกอบกับการเผชิญกับการแข่งขันจากเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ชนิด
อื่น ๆ ที่มีการเติบโตสูงเช่นกัน เฉพาะอย่างยิ่ง เครื่องดื่มเบียร์ และไวน์ ทำให้ส่วนแบ่งตลาดของผู้ประกอบการลดลง
แนวโน้มปี ’ 53
แนวโน้มอุตสาหกรรมสุราของไทยในปี 2553 คาดว่า มูลค่าตลาดในประเทศโดยรวมจะมีประมาณ 64,000 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้นร้อยละ 2.4 จากปีที่ผ่านมา อันเป็นผลจากการฟื้นตัวของภาวะเศรษฐกิจ ทำให้กำลังซื้อของผู้บริโภคเพิ่มขึ้น รวมทั้งผู้ประกอบการจัดกิจกรรมส่งเสริมการขายเพื่อกระตุ้นยอดขาย และการถ่ายทอดมหกรรมฟุตบอลโลกในปี 2010 ซึ่งจัดขึ้นที่แอฟริกาใต้ จะส่งผลให้การจำหน่ายสุราภายในประเทศของไทยคึกคักขึ้นด้วย อย่างไรก็ตาม จากการปรับราคาจำหน่ายสุราสูงขึ้นตามภาระต้นทุนด้านภาษีที่ปรับเพิ่มขึ้น ซึ่งเป็นผลมาจากการปรับขึ้นภาษีสรรพสามิตของทางการ อาจทำให้ผู้บริโภคบางส่วนลดการบริโภคสุราลง และผู้บริโภคบางส่วนอาจหันไปดื่มเบียร์ซึ่งปัจจุบันมีราคาจำหน่ายต่ำกว่าสุรา
อีกทั้งการดำเนินมาตรการคุมเข้มของภาครัฐที่มีการรณรงค์ให้ประชาชนเลิกดื่มเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ และมาตรการจำกัดการโฆษณาผ่านสื่อ การจำกัดเวลาและสถานที่จำหน่าย ประกอบกับ ข้อตกลงความร่วมมือเขตการค้าเสรีอาเซียน(AFTA) ซึ่งจะมีผลบังคับใช้ในวันที่ 1 มกราคม 2553 จะทำให้มีสุราจากประเทศเข้ามาทำตลาดในประเทศไทยมากขึ้น ภาวะการณ์ดังกล่าว จะกดดันผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมสุราไทยให้ดำเนินธุรกิจได้ยากลำบากมากขึ้น จนต้องมีการนำกลยุทธ์ทางการตลาดในรูปแบบใหม่ ๆ มาใช้กระตุ้นความต้องการของผู้บริโภคในประเทศ ขณะเดียวกัน ก็เร่งขยายการส่งออกสุราไปจำหน่ายในต่างประเทศให้มากขึ้น เฉพาะอย่างยิ่ง ตลาดในประเทศเพื่อนบ้านใกล้เคียง ทั้งนี้ เพื่อชดเชยตลาดภายในประเทศที่ชะลอตัวลง และเพื่อหลีกเลี่ยงภาวะการแข่งขันที่จะทวีความรุนแรงมากขึ้น
ที่มา กลุ่มวิจัยด้านอุตสาหกรรม ฝ่ายบริหารความเสี่ยงสินเชื่อ บมจ. ธนาคารนครหลวงไทย
|