Main Menu
Key Concepts
Vinaora Visitors Counter
mod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_counter
mod_vvisit_counterToday29
mod_vvisit_counterYesterday36
mod_vvisit_counterThis week195
mod_vvisit_counterLast week244
mod_vvisit_counterThis month312
mod_vvisit_counterLast month1627
mod_vvisit_counterAll25701

Online (20 minutes ago): 2
Your IP: 38.107.191.88
,
Now is: 2010-09-10 20:23
ผู้ทรงอิทธพลทางเศรษฐกิจไทย PDF พิมพ์ อีเมล
เขียนโดย Administrator   
วันพฤหัสบดีที่ 26 พฤศจิกายน 2009 เวลา 03:08 น.

ฟันธง THAILAND 2010 ฟื้นชัดเจน  ขออย่างเดียวอย่าให้......นองเลือด
ภาพรวมของอุตสาหกรรมไทยปี 2552 จากการประเมินของสถาบันวิเคราะห์ชั้นนำทั้งในและต่างประเทศ ไม่ว่าจะเป็นสำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม หรือสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย รวมถึงนักเศรษฐศาสตร์ธนาคารโลก และบริษัทหลักทรัยพ์ชั้นนำของไทย  ตลอดจนนักวิชาการ แสดงให้เห็นว่า เศรษฐกิจไทยเริ่มมีการฟื้นตัวในไตรมาสที่ 4 นี้

และมีแนวโน้มว่าเศรษฐกิจในปี 2553 จะกลับมาขยายเป็นบวก เนื่องจากการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลก แนวโน้มตลาดที่มีความต้องการมากขึ้น ตลอดจนมาตรการกระตุ้นต่างๆ จากภาครัฐที่ทำให้การปรับตัวของภาคอุตสาหกรรมที่ดีขึ้นเป็นลำดับ

"มาร์ค"ฟุ้งQ2ปีหน้าจีดีพีขยายตัว3-3.5%

          นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี กล่าวปาฐกถาพิเศษในงานเสวนา "อนาคตไทยภายใต้เศรษฐกิจไทยเข้มแข็ง" จัดโดย ธนาคารกรุงไทย ที่โรงแรมเซ็นทาราแกรนด์ เซ็นทรัลเวิลด์ ว่า หลังจากรัฐบาลดำเนินมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจในระยะแรก ส่งผลต่อการลดอัตราการว่างงาน และเพิ่มความสามารถในการจับจ่ายใช้สอยให้กับผู้มีรายได้น้อยไปแล้ว รัฐบาลได้ดำเนินการผลักดันให้เกิดมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจระยะที่ 2 ภายใต้แผนปฏิบัติการไทยเข้มแข็ง โดยวางเป้าหมายให้เกิดการลงทุนโครงสร้างสาธารณูป โภคภายในประเทศ ในช่วงปี2553-2555 งบประมาณกว่า 1.43 ล้านล้านบาท เชื่อว่าจะช่วยรักษาอัตราการจ้างงานได้กว่า 1.5 ล้านคน และมีผลทำให้เศรษฐกิจในช่วง 3 ปีข้างหน้าขยายตัวเพิ่มขึ้น เฉลี่ย 1.3% ต่อปี

          "ผมมั่นใจว่าตัวเลขเศรษฐกิจในไตรมาสสุดท้ายปีนี้จะเป็นตัวเลขบวก และในปี2553าหลายฝ่ายเห็นตรงกันว่าจะขยายตัวได้ 3-3.5% หรือสูงกว่านั้น และเชื่อว่าไตรมาส 2 ปี2553 น่าจะได้เห็นการลงทุนของภาคเอกชนกลับมาขยายตัวอย่างชัดเจน ผมจึงกล้าพูดว่าเมื่อใกล้ครบ 1 ปีของรัฐบาล เศรษฐกิจไทยเข้าสู่การฟื้นตัวชัดเจน" นายอภิสิทธิ์กล่าว


++2 แบงก์ใหญ่ฟันธงปีหน้าธุรกิจแข่งดุ

นายประสาร ไตรรัตน์วรกุล กรรมการผู้จัดการ ธนาคารกสิกรไทย กล่าวว่า แนวโน้มธุรกิจธนาคารพาณิชย์ปีหน้า จะมีการแข่งขันสูงและรุนแรงอย่างต่อเนื่อง โดยธนาคารแต่ละแห่ง จะต้องหาวิธีตอบสนองความต้องการลูกค้า ซึ่งธนาคารตั้งเป้าหมายสินเชื่อปี 2553 ไว้ที่ 7-9% ของพอร์ตสินเชื่อที่มีกว่า 9 แสนล้านบาท หรือคิดเป็น 6.3-8.1 หมื่นล้านบาท เป็นการเติบโตอย่างชัดเจนเทียบกับปีนี้ เนื่องจากธนาคารได้พัฒนาศักยภาพด้านต่างๆ มาพร้อมแล้ว ขณะที่สินเชื่อปีนี้คาดว่าจะขยายตัวประมาณ 3% ต่ำกว่าเป้าเล็กน้อย

          อย่างไรก็ตามความสามารถในการสร้างกำไรปีนี้ ยังดีกว่าที่ตลาดคาดการณ์ไว้ เนื่องจากรายได้ค่าธรรมเนียมเติบโตได้ดี ขณะที่ต้นทุนดอกเบี้ยอยู่ในระดับต่ำ ส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยสุทธิปีนี้อยู่ที่ 3.7-3.8% และคาดว่าจะทรงตัวได้ในปีหน้า

          ทั้งนี้เป้าหมายสินเชื่ออยู่บนสมมติฐาน การขยายตัวทางเศรษฐกิจ (จีดีพี) ที่ 3-3.5% เมื่อรวมกับอัตราเงินเฟ้อที่ 2% แล้วจีดีพีที่แท้จริงจะอยู่ที่ 6.5% ส่วนความเสี่ยงทางเศรษฐกิจในปีหน้าคือปัญหาทางการเมือง ความไม่สงบในประเทศ และหากแก้ปัญหานี้ได้ เรื่องอื่นๆ ก็ไม่น่าจะมีปัญหา

 นอกจากนี้ การเบิกจ่ายงบประมาณในโครงการไทยเข้มแข็ง จะต้องตรงตามวัตถุประสงค์ และสร้างประสิทธิภาพให้กับระบบเศรษฐกิจ โดยจะต้องทยอยลดมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจลงในเวลาที่เหมาะสม เพราะหากกระตุ้นมากเกินไป จะกลายเป็นภาระต่อไปในอนาคตได้ ที่สำคัญคือ การเบิกจ่ายจะต้องมีความโปร่งใส เพราะเป็นประเด็นที่ประชาชนมีความกังวล

ด้านนางกรรณิกา ชลิตอาภรณ์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารไทยพาณิชย์ กล่าวว่า สินเชื่อในปีนี้แม้ว่าจะโตต่ำกว่าเป้าที่ตั้งไว้ที่ 3% แต่เชื่อว่า ถึงสิ้นปีนี้สินเชื่อจะทรงตัวหรือเป็นบวกได้เล็กน้อย โดยธนาคารอยู่ระหว่างการพิจารณาแผนธุรกิจในปี 2553 อยู่

ทั้งนี้ธนาคารมองว่าแนวโน้มการทำธุรกิจในปีหน้า มีทิศทางที่ดีกว่าปีนี้ในทุกๆ ด้าน ธนาคารจึงคาดว่าสินเชื่อจะโตสูงกว่าอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจในอัตราส่วน 1.5 ของจีดีพี ซึ่งในปี 2553 คาดว่าจีดีพีจะอยู่ที่ระดับ 3-4% การเติบโตสินเชื่อของธนาคารจึงเชื่อว่าจะสูงกว่า 5% แต่จะถึงเลข 2 หรือไม่อยู่ระหว่างพิจารณา

 เราเชื่อว่า ช่วงที่ต่ำสุดได้ผ่านไปแล้ว แนวโน้มเศรษฐกิจไทยและต่างประเทศจะดีขึ้น แต่ไม่ถึงกับหวือหวา ซึ่งภาครัฐก็มีมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ ที่เริ่มส่งผลดี ต่อการฟื้นตัวได้ หากเศรษฐกิจดี ก็ถือเป็นผลงานรัฐบาลด้วย ส่วนบรรยากาศทางการเมืองในขณะนี้ คนก็เริ่มชินแล้ว ขออย่างเดียวอย่าให้นองเลือด ในขณะนี้ความต้องการสินเชื่อก็เริ่มฟื้นตัว สะท้อนความเชื่อมั่นดีขึ้นกว่าครึ่งปีแรกอย่างชัดเจน จึงเชื่อว่าเศรษฐกิจปีหน้าจะฟื้นตัวได้ ธนาคารจึงตั้งเป้าสินเชื่อโตก้าวกระโดด ตามแนวโน้มธุรกิจที่เชื่อว่าจะฟื้นตัวดีทุกด้าน

นางกรรณิกา กล่าวว่า โครงการไทยเข้มแข็งถือเป็นการลงทุนที่จะสร้างแรงผลักดันทางเศรษฐกิจที่มีนัยสำคัญ เพราะจะทำให้เกิดการหมุนเวียนทางเศรษฐกิจได้ โดยเฉพาะ หากนำเม็ดเงินมาใช้ได้เร็ว ช่วยสร้างกำลังซื้อได้ในอนาคต



++เอกชนประสานเสียงเศรษฐกิจปีหน้าฟื้นตัว

นายดุสิต นนทะนาคร ประธานหอการค้าไทย กล่าวว่า เศรษฐกิจไทยเริ่มมีสัญญาณฟื้นตัวอย่างเห็นได้ชัด โดยเฉพาะในช่วงไตรมาส 4 ปีนี้ต่อเนื่องไปยังปีหน้าในลักษณะค่อยเป็นค่อยไป แต่ภาคเอกชนยังเป็นห่วงปัจจัยลบจากการเมืองมากที่สุด เพราะอาจทำให้การดำเนินนโยบายของรัฐบาลไม่ต่อเนื่อง ซึ่งส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นภาคเอกชน

 "มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจตามแผนปฏิบัติการไทยเข้มแข็งมีส่วนสำคัญต่อการกระตุ้นเศรษฐกิจในปีหน้า หากลงทุนได้ตามแผนก็จะทำให้เศรษฐกิจไทยในครึ่งหลังของปีหน้าขยายตัวอย่างต่อเนื่อง"

ขณะที่นายอภิศักดิ์ ตันติวรวงศ์ ประธานสมาคมธนาคารไทย กล่าวว่า เศรษฐกิจไทยเริ่มกลับมาขยายตัวแดนบวกในช่วงไตรมาส 4 ปีนี้ โดยดูได้จากดัชนีชี้วัดทางเศรษฐกิจหลายตัวที่ปรับดีขึ้น ทั้งกำลังการผลิต ยอดคำสั่งซื้อสินค้า การบริโภค และการส่งออก ขณะที่การขอสินเชื่อใหม่เริ่มกลับมาเป็นบวกตั้งแต่ไตรมาส 3 ที่ผ่านมา

โดยปีหน้าคาดว่าเศรษฐกิจไทยจะขยายตัวได้ 3% ทำให้อัตราเงินเฟ้อปรับเพิ่มขึ้นในช่วงต้นปีหน้ามาอยู่ที่ 3% ซึ่งอาจส่งผลให้ธนาคารแห่งประเทศไทย(ธปท.) มีการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายได้ในช่วงไตรมาส 1-2 และปรับเฉลี่ยทั้งปี 0.75-1.0% ขณะที่การปล่อยสินเชื่อของธนาคารพาณิชย์น่าจะมีการขยายตัวที่ระดับ 6-7% จากปัจจุบันที่มีอยู่ราว 1 ล้านล้านบาท

ด้านนายสันติ วิลาศศักดานนท์ ประธาน สอ.ท. กล่าวว่า ภาวะเศรษฐกิจโลก ราคาน้ำมันที่ผันผวน และค่าเงินบาทที่แข็งค่าจะเป็นปัจจัยเสี่ยงต่อการขยายตัวเศรษฐกิจในปีหน้า ขณะที่ปัญหาการชะลอโครงการลงทุนในนิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุดน่าจะมีความชัดเจนในเดือน ธ.ค.ปีหน้า ขณะที่ยอดคำสั่งซื้อเริ่มมีกลับมามากขึ้น แม้ว่าจะยังไม่ยาวนานนัก เมื่อเทียบกับช่วงก่อนเกิดวิกฤติ

ส่วนนายคณิต แสงสุพรรณ ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยนโยบายเศรษฐกิจการคลัง กล่าวว่า เศรษฐกิจไทยในปี 53 จะเริ่มฟื้นตัว โดยจีดีพีจะขยายตัวเป็นบวกอยู่ที่ประมาณ 3% เนื่องจากเศรษฐกิจได้ผ่านจุดต่ำสุดมาแล้วในปีนี้ แต่ทั้งนี้ปัญหาที่อาจส่งผลกระทบต่อการขยายตัวทางเศรษฐกิจนั้น ได้แก่ ความเชื่อมั่นของประชาชนที่อาจถูกกระทบจากความขัดแย้งทางการเมือง ความไม่ชัดเจนถึงแนวทางในการแก้ปัญหาของรัฐบาลในประเด็นมาบตาพุด ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อจีดีพีประมาณ 0.5%

อย่างไรก็ตาม แนวโน้มการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกยังเป็นประเด็นที่ต้องจับตาอย่างใกล้ชิด ซึ่งรัฐบาลควรจัดสรรงบประมาณในส่วนของ พ.ร.บ.เงินกู้ 4 แสนล้านบาท เพื่อนำมาใช้ปรับโครงสร้างเศรษฐกิจในอนาคต หลังจากรัฐบาลได้ใช้งบประมาณจาก พ.ร.ก.เงินกู้ 4 แสนล้านบาทไปกระตุ้นเศรษฐกิจบ้างแล้ว



++สศอ. ชี้ทิศทางเศรษฐกิจไทยหน้า

นางสุทธินีย์ พู่ผกา ผู้ตรวจราชการกระทรวงอุตสาหกรรม รักษาการแทนผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม(สศอ.) กล่าวว่า GDP ของภาคอุตสาหกรรมในช่วงต้นปี 2552 เทียบกับปีที่แล้ว ติดลบอยู่ที่ร้อยละ -14.4 ถือเป็นการหดตัวที่ต่ำที่สุดในรอบ 10 ปี ส่วนของดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรมและอัตราการใช้กำลังการผลิตก็มีความสอดคล้องกับ GDP คือต่ำสุดเป็นช่วงมกราคมของปีนี้ และมีการปรับตัวที่ดีขึ้น ซึ่งยังเป็นเครื่องชี้แนวโน้มในเรื่องของผลผลิตว่า มีกำลังการสั่งซื้อเพิ่มขึ้นหรือไม่ และเมื่อทียบกับปีที่ผ่านมา จะเห็นได้ถึงการขยายตัวที่เพิ่มขึ้น 1% ซึ่งนับว่าเพิ่มขึ้นเป็นครั้งแรกในรอบ 11 เดือน

อย่างไรก็ตาม สศอ. คาดว่า ผลผลิตและมูลค่าการส่งออกของอุตสาหกรรมไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ รวมทั้งอุตสาหกรรมรถยนต์ในปี 2553 จะมีการปรับตัวดีขึ้นเนื่องปัจจัยต่างๆ เช่น เศรษฐกิจค่อนข้างฟื้นตัว การซื้อการขายส่งออกต่างประเทศที่ดีขึ้น ประกอบกับนโยบายส่งเสริมการลงทุนเพื่อผลิตรถยนต์ประหยัดพลังงานมาตรฐาน สากล (อีโคคาร์) ที่รัฐเข้ามาสนับสนุน

ส่วนการผลิตและการส่งออกของอุตสาหกรรมสิ่งทอและเครื่องนุ่งห่มจะมีการขยายตัวในปีหน้ามากกว่าปี 2552 เนื่องจากตลาดจะมีความต้องการมากขึ้น



++แนะออกนโยบายกระตุ้นศก.ไทยและคู่ค้า

อย่างไรก็ตามจากข้อมูลที่กล่าวมาทั้งหมดนี้ จะเห็นได้ว่า แนวโน้มเศรษฐกิจไทย ปี 2553 ที่ดีขึ้นเป็นไปในทางบวก แต่เศรษฐกิจของประเทศคงจะดีไม่ได้ ถ้ารัฐบาลไม่ออกนโยบายเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจไทยและเศรษฐกิจของประเทศคู่ค้าฟื้นตัวขึ้น ค่าดัชนีเหล่านี้เป็นเพียงค่าที่ประเมินขึ้นมาเท่านั้น

 เนื่องจากยังมีปัจจัยเสี่ยงที่อาจส่งผลต่อภาวะเศรษฐกิจ เช่นการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลก ถ้ามีการฟื้นตัวต่อเนื่อง ก็จะทำให้ค่าดัชนีเพิ่มขึ้นด้วยเช่นกัน ถ้าเศรษฐกิจมีปัญหา ก็จะส่งผลกระทบโดยตรงต่อภาวะเศรษฐกิจ ในส่วนของเสถียรภาพทางการเมืองก็ส่งผลกระทบให้กับเศรษฐกิจของประเทศเช่นกัน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการเมืองภายในประเทศหรือระหว่างประเทศอย่างเรื่องไทย-กัมพูชาที่เป็นปัญหาอยู่ตอนนี้

ปัญหาที่น่าหนักใจอีกเรื่องคงหนีไม่พ้นเรื่องราคาพลังงานที่ปรับตัวสูงขึ้น เนื่องจากความต้องการที่จะใช้น้ำมันมีมากขึ้น ในส่วนนี้รัฐควรจะมีการปรับปรุงและประเมินในเรื่องของภาษี ถ้าราคาน้ำมันยังสูงขึ้นเรื่อยๆ อาจจะส่งกระทบไปยังอุตสาหกรรมอื่นๆ ได้ จึงวอนให้รัฐมองเห็นความสำคัญในจุดตรงนี้ด้วย เพื่อเศรษฐกิจของประเทศที่ดีขึ้นต่อไปในปีหน้า



++
คลังชี้แผนไทยเข็มแข็งดึงศก.ไทยเติบโต

นายสมชัย สัจจพงษ์ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.)  กล่าวยืนยันว่า เศรษฐกิจไทยได้ผ่านจุดต่ำสุดแล้วในช่วงไตรมาสแรกของปี ที่ขยายตัวติดลบ 7.1%  ซึ่งหลังจากนั้น ไตรมาสสองขยายตัวติดลบที่ 4.9% ส่วนไตรมาสสามคาดว่า จะติดลบ 3-4% ส่วนไตรมาสสี่จะเป็นบวกที่ 3-4%

"แม้เศรษฐกิจไทยจะหดตัวมาจากวิกฤติเศรษฐกิจโลกในครึ่งปีแรก แต่คาดว่าจะกลับมาขยายตัวเป็นบวกได้ในไตรมาสสุดท้ายของปี ซึ่งมีปัจจัยหนุนสำคัญมาจากการใช้จ่ายของภาครัฐ โดยเฉพาะการใช้จ่ายผ่านการลงทุนไทยเข้มแข็ง และการปรับตัวของเศรษฐกิจประเทศคู่ค้า โดยเฉพาะในแถบเอเชีย

สศค.ยังประเมินว่า หากเศรษฐกิจคู่ค้าเปลี่ยนแปลงทุก 1% จะส่งผลกระทบต่อจีดีพีไทย 1.03% การใช้จ่ายจ่ายของรัฐบาลทุก 1 แสนล้านบาท จะส่งผลให้จีดีพีขยายตัว 0.4% อัตราแลกเปลี่ยนอ่อนค่าทุก 1 บาทต่อดอลลาร์ จะทำให้จีดีพีขยายตัว 0.3% ส่วนราคาน้ำมันปรับเพิ่มทุก 1 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล กระทบจีดีพี 0.2%

       ผู้อำนวยการ สศค.กล่าวด้วยว่า สำหรับเศรษฐกิจไทยในปี 2553 สศค. คาดว่าจะกลับมาขยายตัวเป็นบวกได้ที่ 3.3% โดยมีแรงส่งเชิงนโยบายต่อเนื่องจากปลายปี 2552 จากการใช้จ่ายของภาครัฐผ่านแผนลงทุนไทยเข้มแข็ง และ การใช้จ่ายภาคเอกชนที่มีแนวโน้มปรับตัวดีขึ้นจากฐานที่ต่ำในปี 2552



++เวิลด์แบงก์ชี้การเมืองมีอิทธิพลต่อภาวะฟิ้นไม่ฟิ้น

นายเฟรดเดอริโก้ เกล แซนเดอร์ นักเศรษฐศาสตร์ธนาคารโลก ประจำประเทศไทย กล่าวว่า ขณะนี้เศรษฐกิจไทยได้ส่งสัญญาณที่จะฟื้นตัวดีขึ้น ซึ่วธนาคารโลกยังคาดการณ์ว่าในปีหน้า เศรษฐกิจไทยจะเติบโตร้อยละ 3.5 และในระยะกลาง 3-5 ปี เศรษฐกิจไทยยังต้องเผชิญกับปัจจัยเสี่ยงที่ส่งผลกระทบต่ออัตราการเติบโตทาง เศรษฐกิจอีกหลายปัจจัย โดยระบุว่า เศรษฐกิจที่เผชิญหน้ากับวิกฤติเศรษฐกิจในช่วงที่ผ่านมา ทำให้ภาคการผลิตที่มีสัดส่วนสูงถึงร้อยละ 40 ของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) ต้องลดการผลิตไปด้วย

ธนาคารโลกได้ประเมินว่า เศรษฐกิจไทยได้ผ่านจุดต่ำสุดไปแล้ว แต่โอกาสที่จะ กลับมาเติบโตในอนาคตยังไม่ชัดเจน  เพราะสถานการณ์ทั้งภายในและภายนอกยังผันผวน จึงประมาณการว่า เศรษฐกิจไทยในปี 2553-2556  จะขยายตัวในระดับต่ำไม่ถึงร้อยละ 5 “

นอกจากนี้เขายังยังยอมรับว่า การเมืองภายในของไทยจะมีอิทธิพลอย่างมากต่อภาวะเศรษฐกิจของไทยโดยรวม  โดยเฉพาะเห็นว่าหากมีการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองเกิดขึ้น จะส่งผลกระทบโดยตรงต่อการเปลี่ยนแปลงนโยบายการลงทุนของรัฐบาลซึ่งจะส่งผลให้ ประเทศที่สนใจเข้ามาลงทุนในประเทศไทย เบนเข็มไปประเทศอื่นแทน



++ชี้เขมรเป็นปัจจัยเสี่ยงเศรษฐกิจพัง

          นายอนุสรณ์ ธรรมใจ คณบดีคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต คาดว่าเศรษฐกิจปีหน้าจะเติบโต 2.5% โดยอยู่ภายใต้สมมติฐานความขัดแย้งของรัฐบาลไทยและกัมพูชาไม่ลุกลาม พร้อมเรียกร้องให้ทั้งสองประเทศเจรจาเพื่อหาข้อยุติ โดยยึดให้ความสันติสุขและความสงบ แต่ยอมรับว่าปัญหาความขัดแย้งไทย-กัมพูชาเป็นปัจจัยเสี่ยงที่จะมีต่อเศรษฐกิจปีหน้า และปัญหามาบตาพุดควรต้องหาทางออกภายในปีนี้ ไม่เช่นนั้นจะกระทบผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) เติบโตน้อยลงร้อยละ 0.5 และกระทบต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่างชาติที่มีต่อประเทศไทย

          ส่วนปีนี้จีดีพีจะติดลบ 3-3.2 %ขณะที่ไตรมาส4 ฟื้นตัวมีอัตราการขยายตัวเป็นบวกแม้มีปัญหาไทย-กัมพูชาสำหรับปัญหาความสัมพันธ์ไทย-กัมพูชา มองในแง่เศรษฐกิจทางกัมพูชาจะเสียหายมากกว่าไทย เพราะกัมพูชาอาศัยไทยหลายด้าน ไทยต้องยืนยันนโยบายเน้นความร่วมมือในภูมิภาค โดยไม่เอาเกมการเมืองหรือลัทธิชาตินิยมมาเป็นนโยบายในการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งกับกัมพูชา



++เตรียมรับมืออัตราดอกเบี้ยพุ่ง

          สำหรับทิศทางอัตราดอกเบี้ยปี 53 มีโอกาสปรับสูงขึ้นได้ถึง 0.5-1.0% สภาพคล่องในระบบจะถูกดูดซับด้วยการลงทุนภาครัฐและภาคเอกชน แรงกดดันของอัตราเงินเฟ้อที่เพิ่มขึ้นและการเกินดุลบัญชีเดินสะพัดที่ลดลงทำให้สภาพคล่องในระบบลดลงและดันอัตราดอกเบี้ยให้สูงขึ้นด้วย  
         ค่าเงินบาทในช่วงไตรมาส 1/53 มีโอกาสแข็งค่าขึ้นต่อเนื่องจากเงินทุนไหลเข้าภูมิภาคเอเชีย และ การเกินดุลการค้า มีโอกาสแข็งค่าถึงระดับ 32 บาท/ดอลลาร์ แต่การเคลื่อนไหวของเงินบาทจะมีความผันผวนมากที่สุดเมื่อเทียบกับเงินสกุลท้องถิ่นในกลุ่มอาเซียนค่าเงินบาท และปี 53 เงินบาทจะผันผวนด้วยเหตุปัจจัยต่างๆทั้งทางเศรษฐกิจและการเมืองภายใน โดยมีช่วงการเคลื่อนไหวอยู่ที่ 31-36
บาท/ดอลลาร์


++
ฟันธง!!หุ้นไทยปี53แตะ800จุด

นางณัฐรินทร์ ตาลทอง กรรมการบริหารบริษัทหลักทรัพย์กสิกรไทย จำกัด (KS) เปิดเผยว่า ภาวะเศรษฐกิจโลกเริ่มฟื้นตัวตั้งแต่ไตรมาส 4 ปีนี้ ส่งผลให้เงินลงทุนจากต่างชาติไหลเข้ามาซื้อหุ้นอย่างต่อเนื่อง ทำให้มียอดซื้อสุทธิต่างชาติถึง 60,000 ล้านบาทแล้ว ส่วนเศรษฐกิจไทยหลังจากรัฐบาลเร่งผลักดันแผนการลงทุนไทยเข้มแข็ง 1.4 ล้านล้านบาท จะกระตุ้นเศรษฐกิจในอีก 2 ปีข้างหน้า มีส่วนช่วยทำให้เศรษฐกิจจากที่ติดลบ 3% ในปีนี้ จะ กลับมาเป็นบวก 3-3.5 %ในปี 2553

อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์ นักเศรษฐศาสตร์ต่างคาดว่า กลุ่มประเทศในแถบเอเชียจะฟื้นตัวได้เร็วที่สุด ประกอบกับสกุลเงินดอลลาร์มีแนวโน้มอ่อนค่าลงเมื่อเทียบกับเงินสกุลเอเชีย อีกทั้งหลายประเทศในเอเชียเตรียมปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยสูงกว่าสหรัฐ จึงทำให้เม็ดเงินที่ค้างในตลาดสหรัฐ 3.5 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ พร้อมจะออกมาหาผลตอบแทนในแถบเอเชีย คาดว่าตลาดหุ้นไทยปี 2553 จะปรับขึ้นไปถึง 800 จุด แต่จะเคลื่อนไหวลักษณะทยอยขึ้น

 

 
 
ป้ายโฆษณา
ลิขสิทธิ์ © 2010 เส้นทางเศรษฐกิจ. สงวนไว้ซึ่งสิทธิทั้งหมด.
Joomla! เป็นซอฟท์แวร์เสรีภายใต้ลิขสิทธิ์ GNU/GPL License.
เว็บนี้ขับเคลื่อนด้วย จูมล่าลายไทย