Main Menu
Key Concepts
Vinaora Visitors Counter
mod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_counter
mod_vvisit_counterToday45
mod_vvisit_counterYesterday36
mod_vvisit_counterThis week210
mod_vvisit_counterLast week227
mod_vvisit_counterThis month335
mod_vvisit_counterLast month1867
mod_vvisit_counterAll31379

Online (20 minutes ago): 2
Your IP: 38.107.191.86
,
Now is: 2010-09-10 20:21
ร้องทุกข์
“ป่าสบกกฝั่งขวา เป็นป่าสงวนแห่งชาติ บุกรุกโดยนายทุน?” PDF พิมพ์ อีเมล
เขียนโดย Administrator   
วันพุธที่ 07 ตุลาคม 2009 เวลา 08:07 น.

พ.อ.ปิยะวัฒก์  กิ่งเกตุ ผู้บัญชาการสำนักคดีอาญาพิเศษ ชี้แจงเพิ่มเติมกรณีถอนตัวออกจากการเป็นพนักงานสอบสวนคดีพิเศษในคดีพิเศษที่ ๗๐/๒๕๕๐ กรณีบุกรุกป่าสงวนแห่งชาติ ป่าสบกกฝั่งขวา ตำบลบ้านแซว อำเภอเชียงแสน จังหวัดเชียงราย ที่เกิดขึ้นระหว่างเดือนกันยายน ๒๕๔๙  ถึงวันที่ ๗ กรกฎาคม ๒๕๕๐ นอกจากจะได้รับคำสั่งให้ดำเนินคดีกับพยานสำคัญที่ให้การยืนยันว่าเห็นกลุ่มนายทุนผู้ต้องหาเข้าไปในพื้นที่เกิดเหตุก่อนแล้วหลายครั้ง ซึ่งคณะพนักงานสอบสวนฯ มิอาจปฏิบัติตามคำสั่งที่มิชอบด้วยกฎหมายดังกล่าวได้ เพราะเท่ากับเป็นการล้มคดีนี้ไปทันทีเนื่องจากเมื่อพยานตกเป็นจำเลยแล้ว กฎหมาย “ห้ามมิให้โจทก์อ้างจำเลยเป็นพยาน” แล้ว ยังมีอีกประเด็นหนึ่งที่อธิบดีฯ มีความพยายามสั่งการให้ผู้เชี่ยวชาญศาลด้านการวิเคราะห์แผนที่ภาพถ่ายทางอากาศไปตรวจสอบพื้นที่เกิดเหตุ และขอให้มีการจัดประชุมร่วมระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอีกหลายครั้ง

ซึ่งทั้งผู้เชี่ยวชาญศาลฯ (ดร.วิฑูรย์  ชลายนนาวิน) และมติที่ประชุมร่วมต่างเห็นพ้องต้องกันว่า พื้นที่บุกรุกเป็นป่าสงวนแห่งชาติ แต่อธิบดีฯ ก็ไม่ยอมรับทั้งความเห็นผู้เชี่ยวชาญและมติที่ประชุมดังกล่าว เมื่อได้ไปเตือนให้อธิบดีฯ เร่งรัดสั่งคดีเพราะเนิ่นนานมากว่า ๑๔ เดือนแล้ว อธิบดีฯ ก็พูดทุกครั้งว่า ให้ว่าไปตามพยานหลักฐาน  ทั้ง ๆ ที่คดีมีพยานหลักฐานยืนยันชัดเจนแล้วว่า “พื้นที่เกิดเหตุเป็นป่าสงวนแห่งชาติ” แต่ก็ยังไม่ยอมสั่งคดี และจะให้จัดประชุมอีก ตั้งคณะทำงานขึ้นมาตรวจสอบถึง ๒ ครั้ง มีความพยายามที่จะให้พนักงานสอบสวนฯ สอบสวนเพิ่มเติมให้ได้ความให้จงได้ว่า พื้นที่เกิดเหตุเป็นเขตปฏิรูปที่ดิน ซึ่งคณะพนักงานสอบสวนฯ รับไม่ได้ เพราะพยานหลักฐานทั้งหมดรับฟังได้สอดคล้องต้องกันว่า “เป็นป่าสงวนแห่งชาติ” แม้แต่พนักงานเจ้าหน้าที่ ส.ป.ก.ทั้งในพื้นที่จังหวัดเชียงราย และส่วนกลาง ต่างก็ยืนยันว่า “พื้นที่เกิดเหตุเป็นป่าสงวนแห่งชาติ” จึงใคร่ขอเรียนทำความเข้าใจในสภาพพื้นที่เกิดเหตุป่าสบกกฝั่งขวา ดังนี้

       ป่าสงวนแห่งชาติป่าสบกกฝั่งขวาโดยสภาพเป็นพื้นที่ภูเขาสูงชัน (ที่มีความลาดชันเกิน ๓๕ %) และพื้นที่ต้นน้ำลำธาร ซึ่งตามสภาพแล้วต้องถือเป็นพื้นที่ป่า เมื่อปี พ.ศ.๒๕๑๗ ได้มีประกาศกฎกระทรวง ฉบับที่ ๖๔๙ (พ.ศ. ๒๕๑๗) ลงวันที่ ๓ มีนาคม ๒๕๑๗ ออกตามความในพระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ.๒๕๐๗ อาศัยอำนาจตามความในมาตรา ๕ และมาตรา ๖ แห่งพระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ.๒๕๐๗ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ออกกฎกระทรวงไว้ ดังต่อไปนี้  “ให้ป่าสบกกฝั่งขวาในท้องที่ตำบลบ้านแซว อำเภอเชียงแสน และตำบลปงน้อย อำเภอแม่จัน จังหวัดเชียงราย ภายในแนวเขตตามแผนที่ท้ายกฎกระทรวงนี้ เป็นป่าสงวนแห่งชาติ” และได้มีการส่งประกาศกฎกระทรวงฉบับดังกล่าวไปปิดประกาศไว้ที่ว่าการอำเภอ, ที่ว่าการกำนัน และที่ทำการผู้ใหญ่บ้านในท้องที่ที่มีการประกาศเขตพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติป่าสบกกฝั่งขวา  ต่อมาเมื่อปี พ.ศ.๒๕๓๗ ได้มีพระราชกฤษฎีกากำหนดเขตที่ดินในท้องที่ตำบลแม่เงิน ตำบลบ้านแซว อำเภอเชียงแสน จังหวัดเชียงราย ให้เป็นเขตปฏิรูปที่ดิน โดยบัญญัติไว้ในมาตรา ๓ ว่า “ให้ที่ดินในท้องที่ตำบลแม่เงิน ตำบลบ้านแซว อำเภอเชียงแสน ฯลฯ จังหวัดเชียงราย ภายในแนวเขตตามแผนที่ท้ายพระราชกฤษฎีกานี้เป็นเขตปฏิรูปที่ดิน”

หลังจากที่ได้มีการออกพระราชกฤษฎีกา กำหนดให้เขตที่ดินในตำบลบ้านแซว อำเภอเชียงแสน เป็นเขตปฏิรูปที่ดินแล้ว สำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม หรือเรียกย่อว่า “ส.ป.ก.”ได้ดำเนินการรังวัดที่ดินให้กับราษฎรและบางรายได้จัดที่ดินและออกเอกสาร ส.ป.ก.ให้กับราษฎรไปแล้วหลายราย ต่อมาในปี พ.ศ.๒๕๓๘ ได้มีบันทึกข้อตกลงระหว่างกรมป่าไม้และสำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม ว่าด้วยแนวทางการปฏิบัติในการกันพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติกลับคืนกรมป่าไม้  พ.ศ.๒๕๓๘ ลงวันที่ ๑๔ กันยายน ๒๕๓๘  โดยกรมป่าไม้และ ส.ป.ก.ได้จัดทำ “บันทึกข้อตกลงแนวทางการปฏิบัติในการกันพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติที่ไม่สมควรจะนำไปปฏิรูปที่ดิน” ไว้ ซึ่งเป็นการลงนามร่วมกันระหว่างเลขาธิการ ส.ป.ก. กับอธิบดีกรมป่าไม้  หลังจากนั้น ได้จัดทำบันทึกการตรวจสอบกันพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติออกจากเขตที่จะทำการปฏิรูปที่ดินกลับคืนให้กับกรมป่าไม้ ซึ่งเป็นการดำเนินการระหว่างคณะเจ้าหน้าที่จากสำนักงานป่าไม้เขตเชียงราย  และสำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมจังหวัดเชียงราย เมื่อวันที่ ๓๑ สิงหาคม ๒๕๔๘ โดยจัดทำบัญชีสรุปข้อมูลการตรวจสอบกันพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติออกจากเขตที่จะทำการปฏิรูปที่ดินไว้ โดยแต่ละแปลงได้ระบุลักษณะที่ไม่สมควรนำไปปฏิรูปที่ดิน โดยกำหนดไว้ในแผนที่มาตราส่วน ๑ : ๕๐,๐๐๐ ระวางที่ ๕๐๔๙ III  พื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติป่าสบกกฝั่งขวา ในตำบลบ้านแซว อำเภอเชียงแสน รัฐมนตรียังไม่ได้มีการประกาศกำหนดเขตป่าเสื่อมโทรมให้เป็นเขตปรับปรุงป่าสงวนแห่งชาติ ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจังหวัดเชียงรายไม่เคยอนุญาตให้บุคคลหรือนิติบุคคลใดเข้าไปทำการปลูกป่าในบริเวณป่าสงวนแห่งชาติ

ป่าสบกกฝั่งขวา ศูนย์ปฏิบัติการที่ดินป่าไม้ (เชียงราย) ไม่มีการรังวัดปรับปรุงหรือเปลี่ยนแปลงเขตป่าสงวนแห่งชาติป่าสบกกฝั่งขวาแต่อย่างใด ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงรายได้อนุญาตให้ทำไม้หรือเก็บหาของป่าบางชนิดในเขตป่าสงวนแห่งชาติในพื้นที่ตำบลบ้านแซว อำเภอเชียงแสน เพื่อใช้สอยส่วนตัวหรือบริโภคในครัวเรือนได้โดยไม่ต้องขออนุญาต ตามประกาศจังหวัดเชียงราย ลงวันที่ ๑๒ พฤศจิกายน ๒๕๑๗ ซึ่งไม่เกี่ยวข้องกับไม้ของกลางในคดี ดังนั้น ที่ดินในบริเวณบ้านห้วยข่อยหล่อย หมู่ที่ ๑๒ ตำบลบ้านแซว อำเภอเชียงแสนจังหวัดเชียงราย ซึ่งเป็นพื้นที่เกิดเหตุในคดีนี้ มีสภาพเป็นพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติป่าสบกกฝั่งขวา ตามประกาศ กฎกระทรวง ฉบับที่ ๖๔๙ (พ.ศ. ๒๕๑๗) ลงวันที่ ๓ มีนาคม ๒๕๑๗ แม้ว่าในปี พ.ศ.๒๕๓๗ จะได้มีพระราชกฤษฎีกากำหนดเขตที่ดิน ในท้องที่ตำบลแม่เงิน ตำบลบ้านแซว อำเภอเชียงแสน ฯลฯ จังหวัดเชียงราย ให้เป็นเขตปฏิรูปที่ดินก็ตาม แม้ต่อมา ส.ป.ก. จะได้ดำเนินการรังวัดที่ดินและออกเอกสาร ส.ป.ก. ให้กับราษฎรไปแล้วหลายราย จำนวน ๑๔ แปลง จำนวนเนื้อที่ ๕๕-๒-๐๑ ไร่ ซึ่งพื้นที่ดังกล่าวอยู่ในแนวเขตที่ดินที่เกิดเหตุคดีนี้ แต่ต่อมาเมื่อปี พ.ศ.๒๕๓๘  ส.ป.ก.จังหวัดเชียงรายได้มีการกันที่ดิน จำนวน ๑๔ แปลง จำนวนเนื้อที่ ๕๕-๒-๐๑ ไร่ ดังกล่าวกลับคืนให้กับกรมป่าไม้ ฉะนั้น พื้นที่ดินที่เกิดเหตุในคดีนี้จึงยังคงมีสภาพเป็นพื้นที่ดินในเขตป่าสงวนแห่งชาติป่าสบกกฝั่งขวาตามเดิม คงมีปัญหาที่จะต้องพิจารณาว่า “ที่ดินที่เกิดเหตุถูกเพิกถอนจากการเป็นป่าสงวนแห่งชาติหรือไม่”

พิจารณาแล้วเห็นว่า ตามมาตรา ๔ (๑) แห่งพระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ.๒๔๘๔ บัญญัติว่า “ป่า” หมายความว่า ที่ดินที่ยังมิได้มีบุคคลได้มาตามกฎหมายที่ดิน และมาตรา ๓ (๒) แห่งประมวลกฎหมายที่ดิน บัญญัติว่า “บุคคลย่อมมีกรรมสิทธิ์ในที่ดิน ในกรณีต่อไปนี้ ... ได้มาซึ่งกรรมสิทธิ์ตามกฎหมายว่าด้วยการจัดที่ดินเพื่อการครองชีพหรือกฎหมายอื่น”  เอกสาร ส.ป.ก. ๔-๐๑ ตามพระราช- บัญญัติการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พ.ศ.๒๕๑๘ เป็นเพียงหนังสืออนุญาตให้บุคคลเข้าทำประโยชน์ในที่ดินที่อยู่ในเขตปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมเท่านั้น ไม่มีผลเปลี่ยนแปลงสถานะทางกฎหมายของที่ดินนั้น การได้ที่ดินที่มีเอกสาร ส.ป.ก. ๔-๐๑ จึงยังไม่อาจถือได้ว่าเป็นการได้มาซึ่งกรรมสิทธิ์ในที่ดินตามกฎหมายอื่นตามที่กำหนดในมาตรา ๓ (๒) แห่งประมวลกฎหมายที่ดิน ที่ดินดังกล่าวจึงยังคงเป็น “ป่า” ตามมาตรา ๔ (๑) แห่งพระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ.๒๔๘๔ ทั้งนี้ ตามบันทึกสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาเรื่อง หารือข้อกฎหมายเกี่ยวกับการปฏิบัติตามพระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ.๒๔๘๔ ในพื้นที่ปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมเรื่องเสร็จที่ ๗๙๑/๒๕๔๘ จึงถือว่าที่เกิดเหตุยังไม่ได้ถูกเพิกถอนจากสภาพป่าสงวนแห่งชาติ ทางคดีมีพยานเอกสารกับมีพยานบุคคลคือปฏิรูปที่ดินจังหวัดเชียงรายได้ให้การยืนยันไว้ด้วยแล้ว  สำหรับประเด็นเรื่องพื้นที่เกิดเหตุยังคงมีสภาพเป็นป่าสงวนแห่งชาติจำนวนเท่าใด คิดเป็นค่าเสียหายของรัฐจำนวนเท่าใดนั้น จากข้อเท็จจริงและหลักกฎหมายตามแนวทางการพิจารณาของที่ประชุมคณะกรรมการกฤษฎีกา เรื่อง หารือข้อกฎหมายเกี่ยวกับการปฏิบัติตาม พ.ร.บ.ป่าไม้ พ.ศ.๒๔๘๔ในพื้นที่ปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม เรื่องเสร็จที่ ๗๙๑/๒๕๔๘ กับเรื่องเสร็จที่ ๓๐๗/๒๕๔๙ และตามนัยคำพิพากษาฎีกาที่ ๔๓๔๗/๒๕๔๔ สรุปได้ดังนี้

            ๑) ที่ดินพิพาทที่อยู่ในโซนซีของป่าสงวนแห่งชาติ ซึ่งกรมป่าไม้ยังมิได้มอบพื้นที่ให้แก่คณะกรรมการปฏิรูปที่ดิน แม้จะมีพระราชกฤษฎีกากำหนดเขตปฏิรูปที่ดินออกมาแล้ว แต่พระราชกฤษฎีกาดังกล่าว เป็นเพียงการกำหนดขอบเขตของที่ดินที่จะทำการปฏิรูปที่ดินเท่านั้น ไม่ได้มีผลเป็นการเพิกถอนป่าสงวนแห่งชาติในทันที ที่พิพาทจึงยังคงมีสภาพเป็นป่าสงวนแห่งชาติอยู่เช่นเดิม (ฎีกาที่ ๔๓๔๗/๒๕๔๔)

            ๒) คณะกรรมการกฤษฎีกาได้พิจารณาข้อหารือของกรมที่ดินเกี่ยวกับพื้นที่ป่าไม้ถาวรและป่าสงวนแห่งชาติซึ่งได้มีพระราชกฤษฎีกากำหนดให้เป็นเขตปฏิรูปที่ดิน โดยคณะกรรมการกำหนดเขตปฏิรูปจะมีผลเป็นการเพิกถอนป่าสงวนแห่งชาติตามมาตรา ๒๖ (๔) แห่ง พ.ร.บ.การปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พ.ศ.๒๕๑๘ ที่แก้ไขแล้ว ก็ต่อเมื่อมีองค์ประกอบอีก ๒ ประการ คือ คณะรัฐมนตรีมีมติให้ดำเนินการปฏิรูปที่ดินในเขตป่าสงวนแห่งชาตินั้น และ ส.ป.ก.จะนำที่ดินแปลงนั้นไปดำเนินการปฏิรูปที่ดินด้วย  เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่า ส.ป.ก.ยังมิได้เข้าไปดำเนินการในพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติบริเวณใด พื้นที่นั้นยังคงมีสถานะเป็นป่าสงวนแห่งชาติอยู่เช่นเดิม สำหรับในส่วนที่คณะรัฐมนตรีมีมติให้รักษาไว้เป็นป่าไม้ถาวรและยังไม่มีมติเพิกถอนมติคณะรัฐมนตรีเดิม พื้นที่ดังกล่าวยังคงเป็นป่าไม้ถาวรอยู่ ดังนั้น พื้นที่ป่าไม้ถาวรและป่าสงวนแห่งชาติที่ ส.ป.ก. ยังมิได้เข้าดำเนินการ ก็ยังคงมีสถานะเป็นป่าไม้ถาวรและป่าสงวนแห่งชาติอยู่เช่นเดิม

            ๓) การที่มาตรา ๓๖ แห่ง พ.ร.บ.การปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พ.ศ.๒๕๑๘ กำหนดให้ ส.ป.ก.เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ในที่ดินหรืออสังหาริมทรัพย์ที่ ส.ป.ก.ได้มานั้น กฎหมายมุ่งประสงค์จะให้ ส.ป.ก.ถือสิทธิในที่ดินดังกล่าวเพื่อให้เอาที่ดินนั้นมาดำเนินการปฏิรูปที่ดิน มิได้มุ่งหมายจะให้ ส.ป.ก.มีกรรมสิทธิ์เช่นเดียวกับเจ้าของทรัพย์สินในกรณีทั่วไป ดังนั้น การถือกรรมสิทธิ์ของ ส.ป.ก. จึงมิใช่เป็นกรณีที่บุคคลได้มาซึ่งที่ดินตามกฎหมายที่ดิน และตามนัยมาตรา ๔ (๑) แห่ง พ.ร.บ.ป่าไม้ พ.ศ.๒๔๘๔ ที่ดินดังกล่าวยังคงอยู่ภายใต้บังคับของกฎหมายว่าด้วยป่าไม้  เพียงแต่มาตรา ๒๖ (๔) แห่ง พ.ร.บ.การปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมฯ กำหนดให้ ส.ป.ก.มีอำนาจนำที่ดินนั้นมาใช้ในการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมได้โดยไม่ต้องดำเนินการเพิกถอนตามกฎหมายว่าด้วยป่าสงวนแห่งชาติ  แต่ถ้าที่ดินนั้นยังมีไม้หวงห้ามขึ้นอยู่ การดำเนินการใด ๆ กับไม้หวงห้ามดังกล่าวย่อมต้องเป็นไปตาม พ.ร.บ.ป่าไม้ฯ  ดังนั้น ไม้ดังกล่าวไม่ถือว่าเป็นทรัพย์สินของ ส.ป.ก. ที่จะดำเนินการอย่างไรก็ได้ และต้องอยู่ภายใต้บังคับของกฎหมายว่าด้วยป่าไม้ด้วย  เอกสาร ส.ป.ก. ๔–๐๑ เป็นเพียงหนังสืออนุญาตให้บุคคลเข้าไปทำประโยชน์เพื่อการเกษตรเท่านั้น ไม่มีผลเปลี่ยนแปลงสถานภาพทางกฎหมายของที่ดินเดิมแต่อย่างใด (เรื่องเสร็จที่ ๗๙๑/๒๕๔๘) 

            ฉะนั้น พื้นที่เกิดเหตุยังคงเป็นเขตป่าไม้หรือป่าสงวนแห่งชาติอยู่รวมจำนวนทั้งสิ้นประมาณ ๙๑๗ ไร่ คิดเป็นความเสียหายที่รัฐได้รับประมาณ ๙๑ ล้านบาทเศษ  ซึ่งสอดคล้องต้องกันกับความเห็นของ ดร.วิฑูรย์  ชลายนนาวิน ผู้เชี่ยวชาญของศาลในทางวิเคราะห์ภาพถ่ายทางอากาศและแผนที่ สำนักงานศาลยุติธรรม ที่ได้รายงานผลการตรวจสอบและให้ความเห็นไว้ว่า พื้นที่ที่ถูกบุกรุก ๙๑๗ ไร่ และพื้นที่ ส.ป.ก. ๔ – ๐๑ มีสภาพเป็นพื้นที่ป่าธรรมชาติ ไม่มีผู้ใดเข้าทำประโยชน์มาก่อนประมวลกฎหมายที่ดินใช้บังคับ (ก่อนวันที่ ๑ ธันวาคม พ.ศ.๒๔๙๗) ต่อมามีการเข้าครอบครองทำประโยชน์ในลักษณะไร่เลื่อนลอย ทำแล้วทิ้งร้างไว้หลายสิบปี และทุกปี พ.ศ. ตามหลักฐานจากภาพถ่ายทางอากาศก็ไม่มีบ้านและที่อยู่อาศัยในพื้นที่ที่ถูกบุกรุก ๙๑๗ ไร่ และพื้นที่ ส.ป.ก. ทั้ง ๑๕ แปลง ซึ่งเป็นพื้นที่หวงห้าม คือ พื้นที่ต้นน้ำลำธาร ชั้น ๒, ๓ และอยู่ในโซน C บางส่วนอยู่ในพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติ ซึ่งเป็นพื้นที่เขา ภูเขา และเขตปริมณฑล ๔๐ เมตร และพื้นที่ ส.ป.ก. ทั้ง ๑๔ แปลง ก็อยู่ในพื้นที่มีภาระผูกพันตามกฎหมาย และตามข้อตกลงระหว่างกรมป่าไม้กับ ส.ป.ก. พ.ศ.๒๕๓๘ และ พ.ศ.๒๕๔๑ ซึ่งต้องห้ามในการออก ส.ป.ก. ๔-๐๑ อีกทั้ง ตามรายงานการประชุมการศึกษาหารือปัญหาข้อกฎหมายเกี่ยวกับสภาพพื้นที่ป่าสบกก จังหวัดเชียงราย เมื่อวันที่ ๒๑ พฤษภาคม ๒๕๕๒ ที่อธิบดีฯ สั่งการให้เชิญเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องมาร่วมประชุมและพิจารณา ในที่สุดก็ได้ข้อสรุปเป็นมติว่า พื้นที่ป่าสบกกที่ ส.ป.ก. ได้กันคืนให้กรมป่าไม้แล้ว มีสภาพเป็นป่าสงวนแห่งชาติ ข้อเท็จจริงที่รับฟังมาจึงเป็นที่ยุติว่า “พื้นที่ป่าสบกกที่ถูกบุกรุกมีสภาพเป็นป่าสงวนแห่งชาติ”

            การพิจารณาว่า การกระทำของกลุ่มนายทุนผู้ต้องหาในคดีนี้เป็นความผิดตามกฎหมายหรือไม่นั้น ต้องดูเจตนาของผู้กระทำผิดเป็นสำคัญอันดับแรกว่า ผู้กระทำได้รู้สำนึกในการทำ และประสงค์ต่อผลหรือย่อมเล็งเห็นผลของการกระทำนั้นหรือไม่  กลุ่มนายทุนผู้ต้องหาได้เข้าไปในพื้นที่เกิดเหตุก่อนที่จะมีการบุกรุกทำลายป่า ย่อมเห็นสภาพภูมิประเทศของพื้นที่เกิดเหตุแล้วว่า เป็นพื้นที่ภูเขาสูงชัน และสามารถใช้วิจารณญาณได้ว่าสมควรเข้าไปบุกรุกแผ้วถางหรือไม่เพียงใด โดยเฉพาะคดีนี้บริษัทฯ มีทนายความซึ่งเป็นที่ปรึกษากฎหมายของบริษัทฯ ซึ่งตกเป็นผู้ต้องหาร่วมอยู่ด้วย กลุ่มนายทุนผู้ต้องหาย่อมทราบเป็นอย่างดีว่า สมควรเข้าไปกระทำการบุกรุกพื้นที่เกิดเหตุหรือไม่ หากไม่ทราบก็สามารถตรวจสอบได้จากหน่วยงานของรัฐในพื้นที่ให้ได้ความชัดเจนก่อนว่า พื้นที่เกิดเหตุมีสภาพเป็นป่าสงวนแห่งชาติหรือไม่ การเข้าไปบุกรุกโดยมิได้ตรวจสอบให้ละเอียดถี่ถ้วนก่อนซึ่งเป็นสิ่งที่สามารถกระทำได้ แต่หาได้กระทำไม่  การเข้าไปบุกรุกในพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติป่าสบกกจึงเป็นการกระทำไปโดยรู้สำนึกในการกระทำ และประสงค์ต่อผลของการกระทำนั้นแล้ว แต่เมื่อถูกเจ้าหน้าที่เข้าจับกุม ตรวจค้นพร้อมยึดรถแบ็คโฮของกลางไว้ ได้มีความพยายามวิ่งเต้นล้มคดีมาโดยตลอด จนในกลุ่มเจ้าของรถแบ็คโฮพูดกันทั่วไปว่า บริษัทฯ ได้เคลียร์กับผู้ใหญ่ในกรมสอบสวนคดีพิเศษแล้ว แต่เมื่อไม่สามารถเคลียร์ได้ ก็มีความพยายามร้องขอความเป็นธรรมต่างๆ นานา และร้องขอเปลี่ยนตัวพนักงานสอบสวนคดีพิเศษ โดยความในหนังสือร้องขอความเป็นธรรมล้วนเป็นการโต้แย้งประเด็นต่างๆ ที่ปรากฏในรายงานการสอบสวนฯ ความลับรั่วไหลออกไปได้อย่างไร ผู้บริหารระดับสูงในขณะนั้นย่อมรู้อยู่แก่ใจแล้ว นอกจากนั้นยังมีพฤติการณ์เข้าไปข่มขู่คุกคามพยานให้กลับคำให้การเป็นไม่เคยเห็นกลุ่มนายทุนเข้าไปในพื้นที่เกิดเหตุ และขอให้ให้การว่าถูกพนักงานสอบสวนคดีพิเศษบังคับให้ให้การปรักปรำกลุ่มนายทุน ทั้งๆ ที่การสอบสวนพยานดังกล่าวมีพนักงานอัยการร่วมสอบสวนด้วย

            สรุปแล้ว ขอยืนยันว่าคดีมีพยานหลักฐานชัดเจนทั้งพยานบุคคลและพยานเอกสารยืนยันว่า “พื้นที่เกิดเหตุเป็นป่าสงวนแห่งชาติ” การสั่งให้ไปสอบสวนเพิ่มเติมเจ้าหน้าที่ ส.ป.ก.ให้ร้องทุกข์กล่าวโทษด้วย ก็เป็นคำสั่งที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายและไม่อาจปฏิบัติตามได้เช่นกัน การสอบสวนเพิ่มเติมต้องทำเพื่อให้พยานหลักฐานมีน้ำหนักมั่นคงเพิ่มขึ้น มิใช่ทำเพื่อให้พยานหลักฐานมีน้ำหนักน้อยลง หากอธิบดีฯ เห็นว่าเป็นเขตปฏิรูปที่ดินก็ใช้ดุลพินิจสั่งคดีไปตามที่เห็นสมควรได้ ไม่เป็นการสมควรที่จะบังคับให้พนักงานสอบสวนฯ สอบสวนไปในทางที่บิดเบือนเบี่ยงเบนไปจากข้อเท็จจริง ซึ่งอาจเข้าข่ายเป็นความผิดฐานกระทำด้วยประการใด ๆ ในตำแหน่งเพื่อช่วยเหลือผู้กระทำผิดมิให้ต้องโทษ หรือให้ได้รับโทษน้อยลง ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา ๒๐๐ ซึ่งมีอัตราโทษถึงจำคุกตลอดชีวิต.

 

 
เปิดโปงทุจริต โครงการแทรกแซง ตลาดมันสำปะหลัง โกงชาติ ... โกงแผ่นดิน PDF พิมพ์ อีเมล
เขียนโดย Administrator   
วันพุธที่ 07 ตุลาคม 2009 เวลา 08:05 น.

... ยิ่งทำ  ยิ่งจน ... ยิ่งทำ  ยิ่งเป็นหนี้เป็นสิน...”

            เป็นคำกล่าวของเกษตรกรผู้หนึ่งในอำเภอน้ำยืน จังหวัดอุบลราชธานี ที่เล่าให้ฟังทั้งน้ำตาว่า ทำไมมันถึงโกงกันได้ถึงขนาดนี้  พวกเราเป็นชาวบ้านจะเอาอะไรไปสู้กับลานมันได้  แค่ยึกยัก ซักถาม หรือขออ่านเอกสารนิดเดียว มันก็ไม่รับจำนำ หรือหากรับก็กดราคาให้ต่ำกว่าราคาประกัน มันสำปะหลังเมื่อเก็บมาแล้วจะอยู่ได้ประมาณ ๒ – ๓ วัน เท่านั้น หากขายไม่ได้ ก็เน่าเสียหายหมด จึงจำเป็นต้องรีบขาย แม้จะขายได้ในราคาต่ำมากเพียงกิโลกรัมละ ๘๐ – ๙๐ สตางค์เท่านั้น ทั้ง ๆ ที่รัฐบาลประกันราคาอยู่ที่กิโลกรัมละ ๑.๘๐ – ๒.๐๕ บาท เกษตรกรได้เคยร้องขอความช่วยเหลือไปยังเจ้าหน้าที่ตำรวจ นายอำเภอ ผู้ว่าราชการจังหวัด เรื่องก็เงียบหายไป และสุดท้ายก็ตรวจไม่พบการทุจริตใด ๆ

            การดำเนินโครงการแทรกแซงตลาดมันสำปะหลังของรัฐบาลปี ๒๕๕๑/๒๕๕๒ มีกระทรวงพาณิชย์ เป็นผู้ดำเนินการโครงการดังกล่าวตามมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ ๒๘ ตุลาคม ๒๕๕๑ และ

วันที่ ๑๗ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๒ ที่กำหนดให้มีการแทรกแซงตลาดมัน โดยการรับจำนำมันสำปะหลังสด จำนวน ๑๐ ล้านตัน โดยมีวงเงินรับจำนำรวมทั้งสิ้น ๑๙,๖๒๕ ล้านบาท ใน ๔๔ จังหวัดทั่วประเทศ

            จากการลงพื้นที่ตรวจสอบของคณะพนักงานสืบสวนสอบสวนคดีพิเศษ กรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือ DSI ในพื้นที่อำเภอน้ำยืน และอำเภอน้ำขุ่น จังหวัดอุบลราชธานี และในพื้นที่จังหวัดลพบุรี ซึ่ง DSI ใช้เป็นจังหวัดนำร่องในการตรวจสอบการทุจริตโครงการฯ ดังกล่าว และพบว่ามีการทุจริตเกิดขึ้นจริง จึงนำเรื่องเข้าพิจารณาในคณะกรรมการคดีพิเศษ (กคพ.) ซึ่ง กคพ.ได้มีมติในการประชุมครั้งที่ ๔/๒๕๕๒ เมื่อวันที่ ๒๐ พฤษภาคม ๒๕๕๒ ให้กรณีการดำเนินการโครงการแทรกแซงตลาดมันสำปะหลัง ปี ๒๕๕๑/๒๕๕๒ เป็นคดีพิเศษ จากผลการสืบสวนสอบสวนพบการทุจริตในโครงการรับจำนำมันสำปะหลังอย่างชนิดที่เรียกว่า “โกงชาติ โกงแผ่นดิน โกงกันอย่างไม่อายฟ้าดิน ...” นายทุนเจ้าของลานมันเพียงแต่ต้องการความร่ำรวยบนความทุกข์ยากอย่างแสนสาหัสของพี่น้องเกษตรกรไทย หาได้คำนึงถึงความเป็นคนไทย และการได้รับยกย่องว่าเป็น “กระดูกสันหลังของชาติ” แม้แต่น้อย  จึงจำเป็นต้องสาธยายถึงเล่ห์เหลี่ยมกลโกงของนายทุนเจ้าของลานมันเท่าที่ DSI ตรวจพบแล้ว นับเป็นการโกงแบบมหาโกงที่เกิดขึ้นทุกขั้นทุกตอนของโครงการแทรกแซงตลาดมันสำปะหลัง ดังต่อไปนี้

            l  เกษตรกรที่จะเข้าร่วมโครงการฯ ได้จะต้องขึ้นทะเบียนเป็นเกษตรกรผู้ปลูกมันสำปะหลัง แต่พบหลักฐานว่า มีการว่าจ้างบุคคลซึ่งมิได้เป็นเกษตรกรผู้ปลูกมันสำปะหลังที่แท้จริงมาขึ้นทะเบียนเป็นเกษตรเกษตรกร โดยว่าจ้างกันในราคาระหว่าง ๓,๐๐๐ – ๕,๐๐๐ บาท มีเจ้าหน้าที่ของรัฐเข้าไปเกี่ยวข้องกับการรับรองบุคคลดังกล่าวว่าเป็นเกษตรกรอันเป็นเท็จ จากนั้น ผู้ดำเนินกิจการลานมันบางแห่งที่เข้าร่วมโครงการ และเปิดเป็นจุดรับจำนำ จะนำมันสำปะหลังที่ซื้อมาจากเกษตรกรในราคาถูก ไปสวมสิทธิเข้าจำนำในโครงการในชื่อของผู้ถูกว่าจ้างทั้งหมด หรือครึ่งหนึ่ง แล้วทำหลักฐานใบรับฝากมัน (มปล.๑) และใบประทวนสินค้าปลอมขึ้นมา ด้วยการทำหลักฐานเท็จขึ้นมาทั้งจำนวนมันที่รับจำนำ ราคามันที่รับจำนำไว้ ซึ่งเป็นการหลอกลวงโดยการแสดงข้อความอันเป็นเท็จ เพื่อให้ได้ไปซึ่งเงินรับจำนำในโครงการแทรกแซงตลาดมันสำปะหลัง จากธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.)

            l  เกษตรกรจำนวนมากที่ขึ้นทะเบียนเป็นเกษตรกรผู้ปลูกมัน

สำปะหลัง เมื่อนำมันไปจำนำที่จุดรับจำนำปรากฏว่า ลานมันไม่ยอมรับจำนำโดยอ้างว่ารับมันไว้เต็มโครงการแล้ว แต่พบหลักฐานว่ามีการทุจริตด้วยการสวมสิทธิการจำนำมันสำปะหลังของเกษตรกรดังกล่าว  อาทิเช่น เกษตรที่ขึ้นทะเบียนแล้วนำมันไปจำนำและลานมันไม่ยอมรับจำนำ แต่ปรากฏว่ามีเงินเข้าในบัญชีของเกษตรกรที่เปิดไว้กับ ธ.ก.ส. เมื่อเกษตรกรพบว่ามีเงินเข้าบัญชี จึงไปถอนเงินจากธนาคาร แต่เมื่อเดินออกมาจากธนาคาร ปรากฏว่ามีคนของลานมันไปเอาเงินของเกษตรกรไปทั้งหมดอ้างว่า ไม่ใช่เงินของเกษตรกร แต่เป็นเงินของลานมัน

            l  โครงการแทรกแซงตลาดมันสำปะหลัง จะรับจำนำเฉพาะมันสำปะหลังสดเท่านั้น แต่ปรากฏว่าลานมันหลายแห่งมีการประกาศรับซื้อมันเส้น ซึ่งเป็นมันที่แปรรูปแล้ว รัฐบาลให้ค่าแปรรูปมันในราคาตันละ ๓๐๐ บาท ซึ่งไม่มีเกษตรกรผู้ใดทราบข้อเท็จจริงเรื่องค่าแปรรูปมันเลยแม้แต่เพียงคนเดียว การกระทำเช่นนี้ผิดวัตถุประสงค์ของโครงการ และเป็นการเอารัดเอาเปรียบเกษตรกรอย่างสกปรกที่สุด โดยใช้แรงงานเกษตรกรแต่พวกลานมันรับค่าแปรรูปไปทั้งหมด

            นอกจากนั้น เมื่อเกษตรกรนำมันเส้นไปจำนำ ลานมันจะออกใบแจ้งน้ำหนักมันและราคาที่รับจำนำไว้ให้กับเกษตรกร ซึ่งเป็นราคาที่ต่ำกว่าราคาประกันของรัฐบาล จากนั้นอีกประมาณ ๑ – ๓ เดือน ลานมันจึงจะเรียกเกษตรกรไปลงชื่อในใบรับฝากมัน (มปล.๑) และใบประทวนสินค้า เกษตรกรแต่ละคนส่วนมากจะอ่านหนังสือไม่ออก บางรายที่สามารถอ่านหนังสือได้ จะขออ่าน ก็ไม่ยอมให้อ่าน ให้เซ็นชื่ออย่างเดียวเท่านั้น เมื่อเกษตรกรได้รับใบประทวนแล้ว จะนำใบประทวนสินค้าไปรับเงินจากธนาคาร เมื่อรับเงินมาแล้ว ลานมันจะให้คนไปรอรับเงินจากเกษตรกรทั้งหมด แล้วนำไปที่ลานมันเพื่อหักเงินส่วนต่างที่เกิดจากการลงรายการเท็จในใบประทวนสินค้าทั้งน้ำหนักมันและราคามันเกินกว่าจำนวนมันที่เกษตรกรนำไปจำนำไว้จริงออก และมอบเงินให้กับเกษตรกรเท่ากับจำนวนมันในราคามัน ณ วันที่เกษตรกรนำมันไปจำนำ ซึ่งบางรายได้รับเงินน้อยกว่าจำนวนมันที่นำไปจำนำ เพราะถูกกดราคาให้ต่ำกว่าราคาประกันมาก และยังถูกหักเปอร์เซ็นต์เรื่องของน้ำหนักมันเพราะมีดินและทรายที่ติดมากับมันออกด้วย  เช่น เกษตรกรรายหนึ่งบอกว่า นำมันเส้นไปจำนำ ๔ ตัน ก็จะได้เงินประมาณ ๑๐,๐๐๐ กว่าบาท แต่เมื่อนำใบประทวนไปขึ้นเงินกับธนาคาร ได้รับเงินมาประมาณ ๒๐๐,๐๐๐ บาท เมื่อนำเงินออกมาจากธนาคาร คนของลานมันก็เข้าไปเก็บเงินจากเกษตรกรรายนั้น จากนั้นพาไปที่ลานมัน และหักเงินส่วนต่างออก ปรากฏว่าเกษตรกรได้รับเงินเพียง ๑๐,๐๐๐ กว่าบาท เงินส่วนต่างอีก ๑๐๐,๐๐๐ กว่าบาท ก็ตกเป็นของลานมัน เช่นเดียวกับเกษตรกรอีกรายหนึ่ง นำมันทั้งมันเส้นและมันสดไปจำนำ ประมาณ ๔๐ ตัน ลานมันจะลงหลักฐานรับฝากเป็นมันสดแทนมันเส้นทั้งหมด  แต่เมื่อนำใบประทวนไปขึ้นเงินจากธนาคาร ได้รับเงินมามากถึง ๒๐๐,๐๐๐ กว่าบาท แต่ถูกคนของลานมันเก็บเงินจากเกษตรกรไปทั้งหมด แล้วนำเกษตรกรไปที่ลานมันเพื่อหักค่าใช้จ่ายและเงินส่วนต่างออก ปรากฏว่าเกษตรกรรายนั้นได้รับเงินค่ามันประมาณ ๓๐,๐๐๐ กว่าบาท ที่เหลืออีก ๒๐๐,๐๐๐ กว่าบาท ตกเป็นของลานมัน

            ท่านผู้อ่านที่เคารพ เห็นหรือยังว่า “มันโกงกันหนักหนาสาหัสเพียงใด” ยังไม่หมดแค่นี้นะ มาดูการโกงชาติ โกงแผ่นดิน แบบมหาโกงกับโครงการฯ นี้กันต่อไป

            l  โครงการแทรกแซงตลาดมันสำปะหลังประจำปี ๒๕๕๑/๒๕๕๒ จะเริ่มตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน ๒๕๕๑ จนถึงเดือนเมษายน ๒๕๕๒ โดยกำหนดราคาประกันเริ่มต้นตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน ๒๕๕๑ ในราคากิโลกรัมละ ๑.๘๐ บาท และเพิ่มราคาขึ้นไปเดือนละ ๕ สตางค์  เดือนธันวาคม ๒๕๕๑ ราคากิโลกรัมละ ๑.๘๕ บาท, เดือนมกราคม ๒๕๕๒ ราคากิโลกรัมละ ๑.๙๐ บาท, เดือนกุมภาพันธ์ ๒๕๕๒ ราคากิโลกรัมละ ๑.๙๕ บาท, เดือนมีนาคม ๒๕๕๒ ราคากิโลกรัมละ ๒.๐๐ บาท และเดือนเมษายน ๒๕๕๒ ราคากิโลกรัมละ ๒.๐๕ บาท แต่ปรากฏว่าเมื่อเกษตรกรนำมันไปจำนำกับลานมันที่ถูกจับกุมแล้ว และที่กำลังจะขยายผลการจับกุมอีกประมาณ ๔ – ๕ ลาน ในพื้นที่อำเภอน้ำยืน และอำเภอน้ำขุ่น จังหวัดอุบลราชธานี พบว่าไม่มีเกษตรกรผู้ใดสามารถจำนำมันได้ในราคาประกัน

            ขอยกตัวอย่างให้เห็นชัดเจนขึ้น เกษตรกรรายหนึ่งนำมันไปจำนำเมื่อเดือนพฤศจิกายน ๒๕๕๑ ราคารับจำนำจะต้องเป็นกิโลกรัมละ ๑.๘๐ บาท ลานมันจะออกหลักฐานการรับฝากมันเป็นเศษกระดาษที่มีการเขียนด้วยลายมือว่า น้ำหนักมันที่นำไปจำนำ และราคาที่รับจำนำไว้เป็นเท่าใด  การปฏิบัติในขั้นตอนนี้ก็ไม่ถูกต้องเพราะต้องมีเจ้าหน้าที่ของรัฐที่ได้รับแต่งตั้งจากผู้ว่าราชการจังหวัดประมาณ ๕ – ๖ คน ประจำอยู่ที่จุดรับจำนำในแต่ละลานมัน เพื่อตรวจสอบชั่งน้ำหนักมัน และออกหลักฐานใบรับฝากมัน (มปล.๑) ให้กับเกษตรกร จากคำยืนยันของเกษตรกรที่ให้การกับ DSI ว่า ในวันที่นำมันไปจำนำไม่พบ

เจ้าหน้าที่ของรัฐแม้แต่เพียงคนเดียวนอกจากคนของลานมันเท่านั้นที่เป็นผู้ชั่งน้ำหนักมัน  การละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ตรงนี้นับเป็นจุดที่ก่อให้เกิดการทุจริตขึ้นอย่างมโหฬาร เพราะไม่มีผู้ใดควบคุมและตรวจสอบการชั่งน้ำหนักมัน  เท่านั้นยังไม่พอ การออกใบประทวนสินค้าต้องดำเนินการให้แล้วเสร็จภายใน ๑๕ วัน

            ปรากฏจากคำให้การของเกษตรกรว่า กว่าจะได้รับใบประทวนสินค้าก็ตกประมาณ ๑ – ๓ เดือน ทำเช่นนี้เพื่ออะไรกระนั้นหรือ  เป็นอย่างนี้... ราคามันจะขึ้น ๕ สตางค์ทุกเดือน รับจำนำมันเดือนพฤศจิกายน ๒๕๕๑ ราคากิโลกรัมละ ๑.๘๐ บาท หากออกใบประทวนสินค้าในเดือนมีนาคม ๒๕๕๒ ราคามันที่รับจำนำจะเพิ่มขึ้นเป็น ๒.๐๐ บาท ในวันที่ลานมันเรียกเกษตรกรไปรับใบประทวนสินค้า ก็จะบอกให้เกษตรกรเซ็นชื่อเพียงอย่างเดียว ไม่ยอมให้อ่านสำหรับเกษตรกรที่อ่านหนังสือออก แต่ส่วนใหญ่อ่านหนังสือไม่ออก จึงเซ็นชื่ออย่างเดียวตามคำสั่ง ในขณะที่นำใบประทวนสินค้าให้เกษตรกรลงชื่อ

เจ้าหน้าที่ได้สอดแทรกใบรับฝากมัน (มปล.๑) ไปให้เกษตรกรเซ็นชื่อด้วย เพราะความซื่อบริสุทธิ์ของเกษตรกร จึงเชื่อโดยสุจริตใจว่าเจ้าหน้าที่ของรัฐจะไม่โกง ก็เซ็นชื่อไปตามที่เขาบอกให้เซ็น แต่ที่ไหนได้เมื่อ DSI นำใบรับฝากมันและใบประทวนสินค้าไปให้เกษตรกรดู ปรากฏว่าเป็นการลงรายการเท็จทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็นจำนวนน้ำหนักมันที่รับจำนำ หรือราคามันที่รับจำนำ  เช่น เกษตรกรนำมันจำนวน ๕๐ ตัน ไปจำนำในเดือนพฤศจิกายน ๒๕๕๑ จะต้องได้ราคากิโลกรัมละ ๑.๘๐ บาท แต่ปรากฏว่าลานมันกดราคารับจำนำเหลือเพียงกิโลกรัมละ ๑.๖๐ บาท  แต่ปรากฏว่าในใบประทวนสินค้าที่ DSI ให้เกษตรกรดู ปรากฏว่ามีปริมาณมันเพิ่มขึ้นเป็น ๑๕๐ ตัน และราคาที่รับจำนำ ณ เดือนมกราคม ๒๕๕๒ ที่รับใบประทวนสินค้าอยู่ที่กิโลกรัมละ ๑.๙๐ บาท คิดเป็นเงิน ๒๘๕,๐๐๐ บาท แต่เมื่อเกษตรกรนำใบประทวนสินค้าไปรับเงินจำนวน ๒๘๕,๐๐๐ บาท ที่ ธกส. คนของลานมันจะเอาเงินของเกษตรกรไปทั้งหมด และเกษตรกรต้องตามไปที่ลานมันเพื่อรับเงินที่เกษตรกรจะได้รับ ปรากฏว่า เกษตรกรรายนั้นได้รับเงินเพียง ๗๗,๖๐๐ บาท เท่านั้น ที่จริงแล้วเงินที่เกษตรกรควรจะได้รับน่าจะอยู่ที่ประมาณ ๘๗,๓๐๐ บาท (๕๐,๐๐๐ x ๑.๘๐ = ๙๐,๐๐๐ หักค่าใช้จ่ายและสิ่งปลอมปนอีกไม่เกิน ๓ % ประมาณ ๒,๗๐๐ บาท คงเหลือเงินประมาณ ๘๗,๓๐๐ บาท) เงินส่วนที่เหลืออีก ๒๐๗,๔๐๐ บาท ตกเป็นของลานมัน  สำหรับจำนวนมันที่เพิ่มขึ้นอีก ๑๐๐ ตัน ตามที่ปรากฏในใบประทวนสินค้า  ลานมันจะนำมันที่ซื้อจากเกษตรกรในราคาถูกเข้าไปสวมสิทธิแทน  กรณีทุจริตในลักษณะการสวมสิทธินี้ จะพบค่อนข้างมากในบรรดาเกษตรกรที่เข้าให้ปากคำกับ DSI  ซึ่งเป็นการเอารัดเอาเปรียบเกษตรกรอย่างโหดร้าย

            l  การทุจริตอีกรูปแบบหนึ่งที่พบในโครงการฯ คือ เกษตรกรนำมันไปจำนำหลายครั้ง ปรากฏว่าลานมันแห่งนี้ออกหลักฐานการรับมันให้ด้วยระบบคอมพิวเตอร์ และพบว่า มีการยักยอกมันของเกษตรกรไปหลายครั้ง ด้วยการไม่บันทึกราคามันที่รับจำนำไว้ในใบชั่งน้ำหนักมันหลายใบ คงระบุเพียงน้ำหนักมันที่รับจำนำไว้เท่านั้น และเมื่อนำหลักฐานไปตรวจสอบกับใบรับฝากมัน (มปล.๑) และใบประทวนสินค้าจะเห็นได้ชัดเจนว่า จำนวนมันที่เกษตรกรนำไปจำนำมีจำนวนลดลง เข้าข่ายเป็นการยักยอกมันของเกษตรกรด้วย

            l  การทุจริตรูปแบบอื่น ๆ ที่ตรวจพบและค่อนข้างหนักหาสาหัสคือ ลานมันจะไปซื้อเหมามันจากเกษตรกรที่ขึ้นทะเบียนฯ ไว้ โดยซื้อมันเหมากันเป็นไร่ในราคาไร่ละประมาณ ๕,๐๐๐ บาท  และลานมันจะเป็นผู้เก็บมันเองโดยว่าจ้างแรงงานเข้าไปเก็บมัน แล้วทำหลักฐานเท็จทั้งใบรับฝากมัน (มปล.๑) และใบประทวนสินค้า ว่ารับจำนำไว้เต็มจำนวนตามโควต้าคือ ๒๕๐ ตัน เป็นเงิน ๓๕๐,๐๐๐ การทุจริตรูปแบบนี้ลานมันจะรับเงินจากเกษตรไปทั้งหมดภายหลังเกษตรกรนำใบประทวนสินค้าไปขึ้นเงินกับ ธกส.แล้ว

            l  การทุจริตรูปแบบสุดท้ายที่ตรวจพบและมีปริมาณมากที่สุดได้แก่ การสวมสิทธิมันที่เกษตรกรนำไปจำนำ เช่น เกษตรกรนำมันไปจำนำกับลานมัน ๑๐๐ ตัน แต่ลานมันบอกเกษตรกรว่า สามารถรับจำนำได้เพียง ๕๐ ตัน เท่านั้น หากเกษตรกรจะจำนำมันที่เหลือจะต้องจำนำในราคาหน้าลานมันคือ กิโลกรัมละ ๘๐ – ๙๐ สตางค์  ในส่วนของมันจำนวน ๕๐ ตัน ที่รับจำนำไว้ เกษตรจะถูกกดราคาเช่นเดียวกัน โดยราคาที่ลานมันรับจำนำจะอยู่ที่ประมาณ ๑.๕๐  - ๑.๖๕ บาท ทั้ง ๆ ที่ ณ วันที่เกษตรกรนำมันไปจำนำจะอยู่ที่กิโลกรัมละตั้งแต่ ๑.๘๐ บาทขึ้นไป และอีก ๕๐ ตันที่เหลือซึ่งเป็นโควตาของเกษตรกร ลานมันได้นำมันที่ซื้อจากเกษตรกรในราคาถูกเข้าสวมสิทธิ์แทน จากนั้นลานมันและเจ้าหน้าที่ของรัฐจะร่วมกันออกหลักฐานเท็จในใบประทวนสินค้าโดยกำหนดราคามัน ณ วันที่ออกใบประทวนสินค้า ซึ่งสูงกว่าราคาที่รับจำนำไว้  เมื่อเกษตรกรนำใบประทวนสินค้าไปรับเงินที่ ธกส. คนของลานมันจะรับเงินจากเกษตรกรไปทั้งหมด แล้วพาเกษตรกรไปที่ลานมันและจ่ายเงินให้กับเกษตรกรเท่าจำนวนมันและราคามันที่รับจำนำไว้จริงเท่านั้น

            เชื่อว่า ท่านผู้อ่านคงมองเห็นภาพและรูปแบบของการทุจริตโครงการแทรกแซงตลาดมันสำปะหลังแล้วว่า มันทุจริตโกงชาติ โกงแผ่นดิน โกงบ้านเมืองกันอย่างไร แล้วเงินที่รัฐบาลนำไปช่วยเกษตรกรมาจากไหน มิใช่มาจากภาษีของประชาชนหรือ  แต่เงินที่รัฐบาลตั้งใจจะให้ตกไปถึงมือของเกษตรกรนั้นเป็นแนวนโยบายที่ดี แต่ประสบความล้มเหลวอย่างสิ้นเชิง  เพราะนายทุน เพราะเจ้าหน้าที่ของรัฐที่ปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่จนเกิดความเสียแก่พี่น้องเกษตรกรมากมาย

            นอกจากนั้นยังมีการทำหลักฐานเท็จ ปลอมเอกสารราชการ ทำคำรับรองเอกสารอันเป็นเท็จ และยักยอกมันของเกษตรกร ที่สำคัญคือมันเป็นการฉ้อโกงประชาชนด้วย  โกงแม้กระทั่งเกษตรกรที่มีแต่ความซื่อใสบริสุทธิ์และเชื่อในความซื่อสัตย์ของเจ้าหน้าที่ของรัฐ อยากให้พี่น้องเกษตรกรทั่วประเทศได้รับรู้ถึงการโกงชาติ โกงแผ่นดิน โกงบ้านเมืองในครั้งนี้โดยทั่วกัน

            คำถามหนึ่งที่เกษตรกรถาม DSI แล้วต้องสะอึกก็คือ “หาก DSI จับลานมันหมดแล้ว เขาจะเอามันไปจำนำกับใคร” DSI มีหน้าที่บังคับใช้กฎหมายโดยไม่เลือกปฏิบัติ หากพบการกระทำผิดต้องจับกุมดำเนินคดี นี่ก็ใกล้เวลาที่เกษตรกรจะเก็บมันได้อีกแล้ว ทราบว่าหลายลานมันที่เข้าร่วมโครงการไม่ยอมรับจำนำมันจากเกษตรกร รัฐบาลต้องเตรียมการแก้ปัญหาให้กับเกษตรกรด้วย เขาเคยร้องขอความช่วยเหลือมานานนับปีทั้งตำรวจ นายอำเภอ และผู้ว่าราชการจังหวัด แต่ก็ไม่มีผู้ใดเข้าไปให้ความช่วยเหลือแก่พวกเขา ทุกข์ร้อนของพวกเกษตรกรยังมิได้รับการคลี่คลาย  เกษตรกรยังคงมีความทุกข์อย่างแสนสาหัสดังคำกล่าวข้างต้นที่ว่า  “ยิ่งทำ ยิ่งจน ยิ่งทำ ยิ่งเป็นหนี้เป็นสิน”  คำถามหนึ่งที่ถามว่า เกษตรกรต้องการให้ DSI ช่วยเหลือประการใดบ้าง

            คำตอบที่สะใจของเกษตรกรผู้หนึ่ง “ขอให้ DSI ดำเนินคดีกับลานมัน อย่าให้มันได้ผุดได้เกิด”

            ปัญหาสำคัญในการดำเนินคดีกับเจ้าของลานมันและเจ้าหน้าที่ของรัฐ ก็คือการไม่ได้รับความร่วมมือจากองค์การคลังสินค้า (อคส.) ที่ไม่ยอมส่งหลักฐานใบประทวนสินค้าไปให้กับ DSI ซึ่งได้ทวงถามไปหลายครั้งแล้ว เนื่องจากใบประทวนสินค้าที่เกษตรกรนำไปขอรับเงินจาก ธกส.นั้นจะเป็นพยานหลักฐานสำคัญยิ่งในการพิสูจน์ความผิดของลานมันและเจ้าหน้าที่ของรัฐโดยเฉพาะเจ้าหน้าที่ อคส.ประจำแต่ละลานมัน เพราะเหตุผลนี้ใช่หรือไม่ที่ อคส.ไม่ยอมส่งใบประทวนสินค้าให้กับ DSI  หากส่งไปเชื่อว่า เจ้าหน้าที่ อคส.ทุกคนอาจถูก DSI ดำเนินคดีอย่างแน่นอน ขอให้ DSI ดำเนินคดีกับผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการทุจริตนี้ให้หมดทุกคน

            เหตุผลที่สำคัญอีกประการหนึ่งก็คือ เกษตรกรหลายคนให้ข้อมูลว่า ถูกลานมันข่มขู่คุกคาม โดยเฉพาะการข่มขู่ว่า หากไปให้ข้อมูลกับ DSI จะถูก DSI จับกุมดำเนินคดี  และหากต้องไปให้การ จะต้องยืนยันคำให้การตามหลักฐานในใบประทวนสินค้าเท่านั้น มิฉะนั้นจะมีความผิด หรือให้บอกกับ DSI ว่าไม่เสียหาย การข่มขู่คุกคามเช่นนี้ยิ่งเป็นเครื่องพิสูจน์ได้อย่างมั่นคงว่า ลานมันและเจ้าหน้าที่ของรัฐมีส่วนร่วมในการกระทำความผิดหรือไม่เพียงใด  ท่านผู้อ่านที่ได้ทราบรูปแบบการกระทำความผิดข้างต้นแล้ว คงทราบเหตุผลแล้วนะว่า เหตุใด อคส.จึงไม่ให้เอกสารใบประทวนสินค้าแก่ DSI … อีกหน่วยงานหนึ่งที่ยังไม่ยอมให้ความร่วมมือเท่าที่ควรก็คือ ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธกส.) ที่ยังไม่ยอมไปร้องทุกข์กล่าวโทษกับ DSI โดยอ้างว่ามิใช่ผู้เสียหาย เนื่องจากการจ่ายเงินให้กับเกษตรกรนั้นเป็นการจ่ายตามใบประทวนสินค้า ซึ่ง ธกส.เชื่อในความถูกต้องของใบประทวนสินค้า จึงจ่ายเงินให้กับเกษตรกรไป ธกส.จึงไม่เสียหาย   ไม่ทราบว่า ธกส.ไม่เข้าใจหรือแสร้งทำเป็นไม่เข้าใจ  ก็เมื่อ DSI พิสูจน์แล้วว่า ใบประทวนสินค้าที่เกษตรกรนำไปยื่นต่อธนาคารนั้นมีการปลอมลายมือชื่อของเกษตรกรในใบประทวนสินค้า มีการทำคำรับรองเอกสารอันเป็นเท็จ ไม่ว่าจะเป็นรับรองความเป็นเกษตรกรอันเป็นเท็จ หรือกรอกข้อความลงในเอกสารอันเป็นเท็จทั้งน้ำหนักมันและราคามัน

ข้อเท็จจริงต่าง ๆ ดังกล่าวเป็นการหลอกลวงผู้อื่นด้วยการแสดงข้อความอันเป็นเท็จหรือปกปิดข้อความจริงที่ควรบอกให้แจ้ง และการหลอกลวงนั้นทำให้ได้ไปซึ่งทรัพย์สิน (เงิน) จากผู้ถูกหลอกลวงซึ่งก็คือ ธกส. ...  แล้ว ธกส.จะอ้างว่าไม่เสียหายได้อย่างไร 

            ... ทราบว่า DSI ส่งสำนวนให้กับพนักงานอัยการแล้ว ขอพนักงานอัยการที่ได้รับขนานนามว่าเป็น “ทนายแผ่นดิน” กรุณาเร่งรัดฟ้องคดีกับลานมันโดยเร็ว อย่าให้มันได้ผุดได้เกิด  เจ้าหน้าที่ของรัฐต้องอยู่เคียงข้างประชาชนเสมอ ต้องปกป้องผลประโยชน์ของประเทศชาติ และประชาชนเป็นสำคัญ  หากเจ้าหน้าที่ของรัฐมองเห็นผลประโยชน์ของนายทุน นักการเมือง เหนือกว่าผลประโยชน์ของประเทศชาติและประชาชน เมื่อนั้นประเทศชาติจะพบกับความหายนะ จนยากต่อการฟื้นฟูและเยียวยา  หากวันหนึ่งวันใดเกษตรกรท้อถอย  เมื่อนั้นแผ่นดินจะตกเป็นของนายทุน และอาจตกเป็นของนายทุนต่างชาติด้วย  เกษตรกรและพี่น้องประชาชนจะอยู่กันอย่างไร ... ขอเกษตรกรทุกท่านสู้ต่อไป ...  ท้อได้ แต่อย่าถอยเป็นอันขาด.

 


 
ป้ายโฆษณา
ลิขสิทธิ์ © 2010 นิตยสารเส้นทางไทย. สงวนไว้ซึ่งสิทธิทั้งหมด.
Joomla! เป็นซอฟท์แวร์เสรีภายใต้ลิขสิทธิ์ GNU/GPL License.
เว็บนี้ขับเคลื่อนด้วย จูมล่าลายไทย